ไม่มีใครไม่รู้ว่าการที่เราจะออกเดินทางไปที่ใด เราต้องมีจุดเป้าหมายก่อน ธุรกิจต้องมีvission หน่วยงานต้องมีภารกิจ โปรเจคจบต้องมีผลลัพธ์ที่คาดหวัง แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเป้าหมายถูกรบกวน

เหมือนกับการเดินทางเพื่อความรุ่งโรจน์ เราต้องนึกภาพให้ออกก่อนว่าความรุ่งโรนจ์ของเรานั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วคำว่านึกภาพเนี่ย ไม่ใช่คำเชิงอุปมา เป็นเป็นการนึกภาพจริง ๆ

ในประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษย์การนึกภาพเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมาตลอด ในปัจจุบันเราอาจจะได้ยินคำว่า มิเนเฟต วิชั่วไลเชชั่น เมตตาภาวนา ปัญญาภาวนา หรืออื่น ๆ ซึ่งมีเทคนิควิธีในแบบของตัวเองและมีวัตถุประสงค์ต่างกันไป แต่วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องการภาวนาเพื่อความรุ่งโรนจ์ หรือเทวตานุสติ เทวตานุสติ บอกให้เรานึกภาพถึงเทวดาในชั้นต่าง ๆ ว่ามีอยู่จริง แล้วให้นึกไปว่า เทวดาเหล่านั้นมีศรัทธาและความเชื่อในอะไรอย่างไร มีข้อปฏิบัติระเบียบวินัยในแบบของตัวเองอย่างไร เทวดาจะได้ยินได้ฟิงอะไรบ้าง เทวดาเหล่านั้นให้หรือเสียสละอะไรบ้างถึงได้เป็นเทวดา เทวดาต้องมีปัญญามองโลกอย่างไรถึงได้เป็นเทวดา

ซึ่งเทวดาสำหรับพุทธปรัชญา ไม่ใช่อะไร แต่เป็นบุคคลที่ดีที่สำเร็จที่มีความสุขที่สมบูรณ์ที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นคนที่มีอยู่จริงบนโลกเป็นคนในติ้กต้อก เป็นคนในคลิปreel หรือเป็นอาจจะบุคคลที่สมบูรณ์ที่เราจินตาการขึ้งมาเองก็ได้ เทวดาของเราอาจจะเป็นคนที่มีร่ำรวย อาจจะเป็นคนที่มีครอบครัวที่สมบูรณ์ หรืออาจจะเป็นอะไรง่าย สามัญธรรมดา เช่น เป็นคนหุ่นดี เป็นคนที่เลิกบุหรี่สำเร็จ หรือเป็นคนมีความสุข

การนึกภาพว่าเทวดามีอยู่จริง และการนึกภาพว่าพวกเขาทำอะไรบ้างเพื่อจะเป็นเทวดา มันจะสร้างแรงใจในการลงมือปฏิบัติ มันจะทำให้เรารู้ว่าเราควรทำเพื่อให้เส้นทางมันชัดเจนขึ้น ทำให้เรารู้ว่าเราควรทำหรือไม่ควรทำอะไรเพื่อไปให้ถึง

ทั้งนี้ เมื่อเราระลึกและเห็นภาพแล้วว่าเรากำลังไปสู่อะไรแล้ว การลงมือทำเพื่อไปสู่ vission นั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นต้องมี

ปัญหาอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่การลงมือทำ บางทีการลงมือทำเพื่อไล่ตามเป้าหมาย ก็อาจจะทำให้เราท้อแท้ เสียใจ เศร้าหมอง หมดไฟ สิ้นยินดี เพราะการเดินทางไม่ได้ง่าย เราจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดมากมาย ที่ทำให้ผลลัทธ์ไม่เป็นไปอย่างเราคาดหวัง

ดังนั้นแล้วนอกจากมองไปยังอนาคต เราต้องรู้จักดึงตัวเองกลับมาในปัจจุบัน เราต้องนึกภาพว่าเรากำลังเป็นเทวดาอยู่แล้วด้วย เพราะสมองไม่สเวยในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่สเวยสิ่งที่ปรุงแต่งแล้ว เราไม่ได้อยากกินเพราะเราเห็นหรือได้กลิ่น แต่เราอยากกินเพราะเราคิดไปว่ามันจะอร่อยแค่ไหนที่ได้กิน เมื่อสมองคิดไปว่าเราเป็นเทวดา เราก็จะเบิกบาน จิตใจเราจะผ่องใส และสมองก็จะผลักให้เราทำในสิ่งที่เทวดาทำ เป็นพลังในการเดินทางต่อ

การจินตภาพว่าเราเป็นคนที่สำเร็จแล้วยังทำให้เราฝึกซ้อมการเป็นคนนั้นๆด้วย

เทคนิคการจิตภาพหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอทุกท่านคือ การจิตภาพถึงพระซัมปาลาโพธิสตัว์

พระซัมปาลาโพธิสตัว์เป็นโพธิสัตว์แห่งความรุ่งโรจน์ในพุทธศาสนามหายาน เป็นacetypeที่เดินสำหรับการศึกษาและการภาวนาถึง

ในปางปกติพระซัมปาลาเป็นยักษ์ ผิวของท่านสีเหลืองทองแสดงถึงการเติบโตของจิตวิญญาณ วึ่งภาษาปุจจับันเรีกยว่า personal growth แล้วการเติบโตนำมาซึ่งความเบิกบาน เราจะเห็นว่าหมาที่เบิกบานที่สุดคือ โกลเด้นหมาสีเหลือง แมวที่กวนที่สุดคือแมวสีเหลืองสม คนที่เบิกบานที่สุดในชีวิตเราชอบดอกทานตะวันที่เหลือง สีเหลืองเป็นสีแห่งการเติบตและเบิกบาน ผมของท่านยาวและสวมเครื่องหัวของชั้นชั้นกษัติ ท่านเป็นเจ้าชาย และการเป็นเจ้าชายก็หมายถึงการที่มีaotunomy มีอิสระและความสามรถในการปกครองตัวเอง ท่านั่งของท่านเป็นท่าทีที่ผ่อนคลาย เป็นท่าทีของคนที่มีทุกอย่างแล้ว แล้วใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด มือข้างขวาของท่านถือผลไม้ แต่นอนว่ามันคือสัญญะของผลลัทพ์ เราทำอะไรย่อมต้องการผลลัพทธ์ ทำธุรกิจต้องได้ผลกำไร มือขางซ้ายมีพังพอน ซึ่งเป็นสัญญะโบราณของความสมบูรณ์ ไร่นาที่สมบูรณ์ย่อมมีสัตว์มาอาศัย นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญะของการมีลูก เพราะความสมบูรณ์กับการมีลูกเป็นสิ่งเดียวกับสำหรับสัญญะโบราณ พังงานตัวนั้นคาบพลอย ตรงๆ ก็คือ ความรุ่มรวยทางการเงิน เท้าช้างซ้ายท่านเทียบหอยสังฆ์ หอยสังเป็นตัวแทนของเกียรติยศ เป็นตัวแทนของความความสำเร็จ แล้วท่านกำลังเหยียบ ซึ่งเป็นสัญญะของการก้าวข้าม ท่านประสบความสำเร็จ แต่ท่านก็สามารถก้าวข้ามมันได้ ไม่ยึดติด ท่านทั่งอยู่บนบัลลังดอกตัว หมายความว่าท่านตื่นแล้ว ท่านสว่างแล้ว เป็นสัญญะของโพธิสัตว์ ผ่านการบำเพ็บบารมีทั้ง 6

เราจะทำอย่างไรถ้าเราอยากบุหรี่ เราจะทำอย่างไรหากเราอยากเลื่อนตารางออกกำลังกายออกไป เราจะทำอย่างไรถ้าเราอยากกินอะไรทอด ๆ เราอยากมีความรักที่ดี แล้วเราจะทำอย่างไรหากมีการเห็นไม่ตรงกันในครั้งแรก

ดั้งนั้นเราต้องมีความกล้าหาญ เราต้องกล้าที่จะสูญเสียอะไรบางอย่าง เราต้องกล้าพูด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง อะไรบางอย่าง เพื่อได้รับอะไรบางอย่าง วีระไม่ได้แปลว่าความขยัน แต่มันคือความกล้าหาญ แล้วความกล้าหาญที่แหละที่ทำให้เราเติบโตขึ้น

แต่อย่าอย่าบ้าจนเกินไปจนทำตัวเองเจ็บ เราต้องเรียนรู้ถึงทางสายกลาง แล้วทางสายกลางก็ไม่ได้หมายความว่าเราไปทางสายกลางจนเกินไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ระหว่างกระบวนการ เราผิดพลาด เราแก้ไข เราเป็นเปลี่ยนแปลง เมื่อมองตรง ๆ มันจะเหมือนเราเดินอยู่ในสังสารวัฏที่เป็นวงกลม แต่ความจริงแล้วเดินเราอยู่บนเกลียวที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องมองเห็นให้ได้ว่าปัจจุบันนี้เรากำลังไปสู่ในจุดที่สูงขึ้น

เราต้องนึกภาพว่าเรากำลังเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เราต้องนึกภาพว่าเรากำลังเป็นคนที่รุ่งโรนจ์