“ถ้าต้องนอนติดเตียงใส่เครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต... สู้ตายไปเลยดีกว่าไหม?”
คำถามที่ฟังดูสุดโต่งนี้ ไม่ได้เกิดจากความสิ้นหวังนะคะ แต่มันคือคำถามที่ดังก้องอยู่ในใจของโฟน ตั้งแต่ตอนขึ้นคลินิกในวันที่ยังเป็นนิสิตแพทย์ ทุกครั้งที่เดินราววอร์ด (Ward) แล้วต้องเห็นคนไข้ที่นอนนิ่ง ไม่สามารถสื่อสารหรือขยับร่างกายได้ตามใจปรารถนา โฟนเห็น "ชีวิต" ที่ไม่แน่ใจว่ายังเรียกว่าชีวิตได้อยู่หรือเปล่า
ตอนนั้น โฟนรู้ตัวเลยว่าเป้าหมายในการเป็นหมอของตัวเองไม่ใช่แค่การยื้อชีวิตให้รอดพ้นจากความตาย แต่มันคือการทำให้คนคนหนึ่งมี "ชีวิตที่ใช้การได้ดี" (Functional Life) จนถึงวันสุดท้าย
จุดเปลี่ยนจากการแพทย์แผนปัจจุบันที่เน้นการวินิจฉัยและรักษาโรค สู่โลกใหม่ที่กว้างขึ้น
ในช่วงเรียนปี 5 โฟนเคยเชื่อมั่นในตำราการรักษาโรคอย่างสุดหัวใจ ใครเดินมาถามเรื่องวิตามินหรืออาหารเสริม โฟนจะตอบไปทันทีว่า "อย่าไปกินเลยค่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก เปลืองเงินเปล่าๆ"
สารภาพตามตรงนะคะ ที่ตอบไปแบบนั้นไม่ใช่เพราะเราศึกษามันมาอย่างดีจนเข้าใจ แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ และอะไรก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในตำราหลักสูตรแพทย์ในสมัยนั้น มักจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องไร้สาระ วิชา Preventive Medicine ในวันนั้นถูกจำกัดกรอบไว้อยู่แค่เรื่องวัคซีน การตรวจคัดกรองเบื้องต้น และการดูแลชุมชน ซึ่งแน่นอนว่ามันสำคัญ แต่มันยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของคำว่า คุณภาพชีวิต และ Longevity
จุดหักเหที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อโฟนก้าวเข้าสู่การเป็นแพทย์ใช้ทุนในภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกัน ออกตรวจคลินิกตรวจสุขภาพ โฟนได้พบกับคนไข้ที่ไม่ได้เดินเข้ามาเพราะป่วย แต่เขาเดินเข้ามาเพราะกลัวเป็นโรค หรือ อยากแข็งแรงกว่าเดิม
- "หมอครับ ผมควรออกกำลังกายยังไงถึงจะเผาผลาญไขมันดีที่สุด?"
- "คุณหมอคะ กินวิตามินตัวนี้ดีไหม?"
คำถามเหล่านี้ทำให้โฟนตาสว่าง ว่าความรู้ที่โฟนมีมันอาจช่วยคนให้หายจากโรคได้ แต่ยังช่วยให้เขามีสุขภาพที่ดีที่สุด (Optimal Health) ไม่ได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โฟนตัดสินใจทิ้งอคติเดิมๆ แล้วกระโดดเข้าสู่โลกของ Anti-aging and Regenerative Medicine (ที่ปัจจุบันเรียกว่าสาย Wellness/Longevity จะเข้าใจได้ง่ายกว่า) อย่างเต็มตัว
เส้นทางของหมอ Anti-aging ที่ขับเคลื่อนด้วยดาต้า
โฟนใช้เวลาหลายปีนับจากวันนั้น เรียนคอร์สเฉพาะทางด้าน Wellness และ Anti-aging ทั้งในและต่างประเทศ โชคดีที่ได้รับโอกาสและการถ่ายทอดวิชา (fellowship) จากอาจารย์แพทย์รุ่นพี่ที่เป็นกลุ่มบุกเบิกวงการนี้ในไทย จากหมอทั่วไปที่คอยตรวจเช็กอาการตามหน้างาน โฟนค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็น Longevity Strategist หรือผู้วางแผนยุทธศาสตร์สุขภาพระยะยาว
การทำงานของโฟนตอนนี้ไม่ใช่แค่การสั่งยา แต่คือการวิเคราะห์ Biomarkers ดูลึกไปถึงระดับฮอร์โมน ยีน และไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง Roadmap สุขภาพที่แม่นยำให้กับแต่ละบุคคล โฟนไม่ได้มองแค่ว่าวันนี้คุณเป็นโรคไหม แต่มองว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า คุณจะยังวิ่งเล่นกับลูกหลานได้ไหม (ถ้านั่นคือสิ่งที่คนไข้รายนั้นต้องการ)
ทำไมถึงได้ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองเป็นอันดับแรก?
มีผู้ติดตามใน Instagram @phonecallforhealth ถามโฟนมาว่า
หมอเอาแรงและกำลังใจมาจากไหน ในการคุมอาหาร ออกกำลังกาย และดูแล Routine ตัวเองได้ขนาดนี้?
คำตอบแบ่งเป็นสองส่วนค่ะ ส่วนแรกคือ Integrity ในฐานะหมอสาย Longevity โฟนเชื่อว่าเราต้องเป็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เราสอน ถ้าหมอเดินไปบอกให้คนไข้ลดน้ำหนักหรือดูแลฮอร์โมน แต่ตัวหมอเองยังน้ำหนักเกิน ดูเหนื่อยล้าและสุขภาพแย่ ความน่าเชื่อถือมันก็เท่ากับศูนย์
ส่วนที่สอง ซึ่งสำคัญมากคือ ความกลัว ค่ะ เพราะโฟนทำงานกับข้อมูล เห็นงานวิจัยมานับไม่ถ้วน และเห็นภาพคนไข้จริงมาเยอะมาก โฟนรู้ดีว่า ถ้าเราละเลยการสร้างกล้ามเนื้อ (Muscle Mass) ตั้งแต่วันนี้ ตอนอายุ 70 เราจะมีความเสี่ยงแค่ไหน ถ้าเราปล่อยให้ร่างกายอักเสบเรื้อรังจากอาหารที่กิน อนาคตเราจะเป็นอย่างไร ความรู้ที่โฟนมีมันทำให้โฟนเห็นภาพอนาคตที่ชัดเจนจนไม่กล้าที่จะละเลยตัวเอง
บทสรุป
การดูแลสุขภาพไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนในอิสรภาพ สุดท้ายนี้ สิ่งที่โฟนยึดถือมาตลอดคือประโยคสั้นๆ ที่เหมือนกับ tagline ของโรงพยาบาลสมิติเวชที่โฟนทำงานอยู่เลยว่า #เราไม่อยากให้ใครป่วย
การมี Routine สุขภาพที่ดีในช่วงแรกอาจจะดูเหมือนงานหนัก แต่ถ้าเราทำมันจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเหมือนการอาบน้ำ กินข้าว มันจะกลายเป็นเรื่องง่ายและอัตโนมัติไปเองค่ะ วันไหนที่ไม่ได้ทำสิคะที่จะรู้สึกว่าชีวิตมันผิดปกติ
โฟนอยากให้ทุกคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันนี้ว่า "คุณอยากเห็นตัวเองในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน?" เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ แต่มันมาจากการวางแผนและลงมือทำอย่างมีชั้นเชิงค่ะ
พญ.นภาลัย ภูริเริงภูมิ (หมอโฟน)

Comments