ความสัมพันธ์ไม่ใช่การค้นหาแต่คือการค่อยๆ สร้าง

นี่เป็น motto ที่ผมชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้เลย

หลายๆ คนคิดว่าเราตามหาคนที่ดีที่สุด เหมาะกับเราที่สุด คนที่ใช่ สำหรับเรา ซึ่งบอกเลยว่าหาไม่เจอแน่นอน ในหนังสือบอกว่าเรามักจะตามหาคนที่แมตช์กับเรา 100% เป๊ะ

ไม่แปลกใจเลยทำไมสัดส่วนของคนที่อยู่คนเดียวมากกว่าคนอยู่เป็นคู่ จะดีกว่ามั้ยถ้าเรามีมาตรฐานของเราที่ตั้งไว้ แค่ผ่าน minimum criteria แล้วที่เหลือเราค่อยๆ สร้าง เราต่างรู้ว่ามันต้องใช้เวลาและความอดทนสูง แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ตายอยู่คนเดียวเหมือนชื่อหนังสือ

ผมชอบที่หนังสือแนะนำวิธีติดตั้ง mindset ไปจนถึงการเตรียมตัวการออกเดท การจะลงหลักปักฐานกับใครซักคน มี workshop ให้คุณได้ลองทำและนั่งคิดวิเคราะห์กับตัวเอง ถ้าคุณตอบคำถามในหนังสือได้หมด คุณจะเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวคุณเองมากขึ้นแน่นอน มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแผนที่นำทางสำหรับคนที่ต้องการหา “คู่ชีวิต” จริงๆ

สิ่งที่สะท้อนกับผมโดยตรงเลยคือ การเลิกกัน ไม่ได้หมายถึงความเศร้าโศกเสียใจอย่างเดียว แต่คือ เรา “เรียนรู้” อะไรจากความสัมพันธ์นี้ เราโตขึ้นยังไง เราชอบตัวเองมั้ยเวลาอยู่กับเค้า เป็นคำถามที่สะท้อนและกลับมาคิดกับตัวเองนานพอสมควร แล้วผมก็ค้นพบว่า “ไม่” สุดท้ายก็แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองดีกว่า

อีกแนวคิดที่ผมชอบเลยคือ

The secretary problem

นึกภาพคุณต้องจ้างเลขา 1 คน คุณสัมภาษณ์ไป 100 กว่าคน ทุกๆ ครั้งคุณต้องตัดสินใจว่าจะจ้างหรือจะดูเพิ่ม ถ้าคุณปฏิเสธ แน่นอนว่าคุณไม่สามารถย้อนกลับไปคุยกับแคนดิเดตได้อีกแล้ว ปัญหานี้มันเหมือนภาวะ dilemma ที่เราก็ไม่อยากด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป กลัวจะพลาดผู้สมัครคนเจ๋งๆ ไป เราใช้คณิตศาสตร์แก้ไขปัญหานี้ได้ง่ายๆ เพียงคุณสัมภาษณ์แค่ 37% ของผู้สมัคร และหยุด เพื่อประเมิน benchmark ของตัวเอง

ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้กับความสัมพันธ์ได้เช่นกัน

กฎ 37% คือจุดที่ระบุให้คุณหยุดการสำรวจและเริ่มทำการตัดสินใจเลือก โดยคัดเลือกคนที่ดีที่สุดจากกลุ่ม 37% แรกนี้เพื่อตั้งไว้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark หลังจากผ่านจุด 37% ไปแล้ว เมื่อคุณพบใครก็ตามที่ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่คุณตั้งไว้ คุณควรตัดสินใจเลือกคนนั้นทันที

สรุปคือไม่จำเป็นต้องรอให้เจอคนครบ 100% แต่ใช้ข้อมูลจาก 37% แรกเป็นตัวตัดสินว่า "ดีแค่ไหนถึงจะเรียกว่าดีพอ" แล้วเลือกคนถัดไปที่ก้าวข้ามมาตรฐานนั้นได้