กรุงเทพฯ คือเมืองที่มีตรอกซอกซอยมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้รถไฟฟ้าเข้าไม่ถึง รถเมล์ก็เข้าไม่ทัน “วิน” จึงตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ได้มากกว่า แถมมีผู้ให้บริการอย่าง Grab, LINE MAN ก็ยิ่งทำให้ตลาดคึกคักขึ้นไปอีก
ข้อมูลล่าสุดจาก กทม. ช่วงปี 2565 - 2567 พบว่าใน กทม. มีผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ (จดทะเบียนสะสม) กว่า 4.1 ล้านคัน คิดเป็น 18% ของรูปแบบการเดินทางทั้งหมด หากคิดเป็นมอเตอร์ไซค์สาธารณะหรือวินจะอยู่ที่ 89,000 คัน
ปัญหาที่ตามมาคงไม่พ้นเรื่องมลพิษ หลายคนอาจจะมองว่า 1 คัน ปล่อยมลพิษน้อยจะตายแต่ถ้าคูณด้วยจำนวนล่ะ สูสีรถยนต์แน่ๆ โดยมอเตอร์ไซค์ 1 คันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ 0.7 - 1.1 ตันต่อปี
ด้วยความช่วยเหลือจาก GIZ จึงจับมือกับ กทม. ผุดไอเดีย "EV เพื่อพี่วิน" เปลี่ยนวินมอเตอร์ไซค์ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งหมดเป็น EV ก็จะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 80,000-100,000 ตันต่อปี
เพื่อที่จะ สร้าง Win–Win–Win Situation ได้ พี่วิน (Win แรก) ต้องสำเร็จก่อน เรามากางข้อมูล แล้ววิเคราะห์ไปพร้อมๆ กัน
Win ที่ 1: พี่วิน
ในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ EV มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 35,000-50,000 บาทสำหรับรุ่นเริ่มต้น หากดาวน์ 10% แล้วผ่อน 36 เดือน ดอกเบี้ย 1-1.5% ค่างวดจะตกอยู่ที่เดือนละ 1,190-1,925 บาทต่อเดือน
จากผลสำรวจกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ในกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 ของเอเชียศึกษาพบว่า:
- รายได้เฉลี่ยต่อวัน: 567 บาท
- เขตคลองเตยทำรายได้มากสุด: 861 บาท ถ้าคิดเป็นต่อเดือน รายได้เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 17,010 บาทต่อเดือน (ส่วนเขตคลองเตยจะสูงถึง 25,830 บาทต่อเดือน)
เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนเชื้อเพลิง:
- ค่าน้ำมันเฉลี่ย: 100 บาท/วัน (ตก 3,000 บาทต่อเดือน)
- ค่าชาร์จไฟ EV: เฉลี่ยประมาณ 20 บาท/วัน สำหรับการวิ่งราวๆ 100 กม. (ตกอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน)
เห็นชัดๆ เลยว่าต้นทุนเชื้อเพลิงประหยัดไป 80% เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ค่างวดรถคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7-11% ของรายได้เท่านั้น และเมื่อวิเคราะห์ถึงจุดคุ้มทุน จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 19-31 เดือน
แม้ตัวเลขค่างวดจะดูน้อยและคุ้มค่า แต่เมื่อดูข้อมูล "สภาพหนี้สิน" และ "ความสอดคล้องของรายได้และรายจ่าย" จะพบความเป็นจริงที่โหดร้าย:
- 48% มีรายได้พอดีตัว ไม่มีเงินเก็บ
- 27% มีรายได้ติดลบทุกเดือน
- กว่า 64.5% มีหนี้สิน (ทั้งในระบบและนอกระบบ)
แปลว่าปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่จุดคุ้มทุนจะคืนทุนเร็วภายในกี่ปี แต่เป็นปัญหา “สภาพหนี้” ที่มีอยู่
Win ที่ 2: เมืองและนักลงทุน
เมืองอย่างกรุงเทพฯ ก็สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 100,000 ตันต่อปี หากสามารถหาผู้ใหญ่ใจดีซื้อโครงการคาร์บอนเครดิตนี้ได้ละก็มีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หากระยะเวลาโครงการ 3 ปี (ราคาเฉลี่ยคาร์บอนเครดิต T-VER = 10 USD/tCO2eq) ซึ่งอาจจะมาช่วยลดภาระการกู้ซื้อมอเตอร์ไซค์ EV ได้
Win สุดท้าย: ประชาชน
ประชาชนได้ทวงคืนอากาศสะอาดคืนมา คาดการณ์ว่าหากโครงการนี้เปลี่ยนใจพี่วินได้ทั้งหมดจะสามารถลดฝุ่นได้ 16 ตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5% - 1% ของปริมาณการปล่อยฝุ่นทั้งหมดใน กทม. อาจจะดูน้อย แต่นี้เป็นแค่โครงการเดียว ถ้ามีอีกหลายโครงการ เชื่อว่า อากาศสะอาดจะไม่ใช่ความฝันที่ปลายอุโมงค์อีกต่อไป
เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ดี
ไม่ใช่แค่ลดคาร์บอน
แต่ต้องไม่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ
⚡⚡⚡

Comments