1. สินทรัพย์ดิจิทัล ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับ Regulator โดยมีความกังวลเรื่องโครงการล่ม เพื่อป้องกันการฟอกเงิน และคุ้มครองนักลงทุน ทำให้ Regulator บ้านเราเข้มงวดมากในการออกใบอนุญาต รวมถึงการไฟเขียวให้โปรเจกต์ใหม่ๆ แต่นั่นกลับเป็นการสร้างกรวยจราจรขนาดใหญ่ที่ทำให้โครงการรายย่อยเข้ามาทำได้ยาก

  2. เมื่อโลกหมุนไว แต่ผู้คุมกฎยังติดกับดักความคิดในโลกการเงินยุคเก่า การบังคับให้โทเคน RWA (Real-World Asset) มีลักษณะคล้ายกับการออก IPO หรือกองทุนรวมดั้งเดิมมากเกินไป (ต้องผ่านกระบวนการยื่น Filing ที่ซับซ้อน และการตรวจสอบผู้ถือครองอย่างละเอียด) แถมยังบังคับให้ต้องมีตัวกลางเต็มไปหมด ทั้ง ICO Portal, Custodian, Auditor และ Legal Advisor ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมเหล่านี้สูงมาก จนบางครั้งการระดมทุนแบบดั้งเดิม (เช่น การออกหุ้นกู้) อาจจะคุ้มค่ากว่าสำหรับบริษัทขนาดกลาง

  3. โครงสร้าง Exchange ในประเทศไทยเป็นระบบปิดที่ต้องถูกควบคุม (Regulated Exchanges) เรามี Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องชัดเจน (เช่น Bitkub, Orbix, InnovestX) ไม่เหมือนในต่างประเทศที่มีระบบไร้ศูนย์กลาง (DEX) นั่นแปลว่า ต่อให้เทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหน สุดท้ายในไทยก็ต้องวิ่งเข้าหา “License” และ “ตัวกลาง” อยู่ดี แล้วแบบนี้มันจะเกิด Decentralization ที่แท้จริงได้ยังไง?

  4. สภาพคล่อง (Liquidity) ไม่เพียงพอ ดูตัวอย่างจากโครงการอย่าง RealX หรือ Summer point token ที่นักลงทุน "ซื้อแล้วขายต่อลำบาก" เพราะตลาดรองในไทยยังไม่มีปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่มากพอจะรองรับการเข้า-ออกได้อย่างอิสระ

  5. ที่ผ่านมามีกระแสข่าวเชิงลบเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ หรือโปรเจกต์คริปโตที่ล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลลดลง ซ้ำร้ายคดีฉ้อโกงฉาวโฉ่ในตลาดทุนไทยยุคหลังๆ ยิ่งซ้ำเติมและส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของตลาดสินทรัพย์ทุกประเภทด้วย