ข้อมูลเบื้องต้น

Carbon Footprint หรือเรียกภาษาไทยว่า “รอยเท้าคาร์บอน” คือข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่วัดในหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) การคำนวณง่ายมาก แค่เอาตัวเลข 2 ตัวมาคูณกัน คือ

ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก × ค่าคงที่

โดยค่าคงที่นี้จะแปรเปลี่ยนไปตามกิจกรรม พูดแบบนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ

บริษัท A ใช้ไฟฟ้าอยู่ 1,000 MWh ต่อปี และมีค่าคงที่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 0.499 tCO₂eq/MWh เท่ากับว่ากิจกรรมการใช้ไฟฟ้าของโรงงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่

1,000 × 0.499 = 499 tCO₂eq/ปี

จะเห็นได้ว่าการคำนวณนั้นไม่ยาก แต่ความยากแรกของเรื่องนี้คือ ข้อมูล กิจกรรมภายในโรงงานไม่ได้มีแค่ไฟฟ้าอย่างเดียว มีกิจกรรมเป็นร้อยๆ และการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นต้องใช้สรรพกำลังและความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้องและแม่นยำ

ความยากถัดมาคือ การกำหนดขอบเขต หากเราล้อมรั้วผิด การคำนวณก็จะผิดทิศผิดทาง

โลกของ Carbon Footprint สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ


คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO)

คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร โดยมีการกำหนดอำนาจควบคุม (Control) 3 แบบ

  1. การควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control):

    คือเรามีอำนาจสั่งการ นำนโยบายไปปฏิบัติ หรือสั่งเปิด–ปิดเครื่องจักรได้ เราต้องนับยอดปล่อยของที่นั่นมาเป็นของเรา 100%

  2. การควบคุมทางการเงิน (Financial Control):

    คือเรามีอำนาจกำหนดนโยบายการเงินเพื่อหวังผลกำไรจากสินทรัพย์นั้น เราต้องนับยอดปล่อยมาเป็นของเรา 100%

  3. การปันส่วนตามกรรมสิทธิ์ (Equity Share):

    คือการหารตามสัดส่วนการถือหุ้น (Ownership %) ถ้าถือหุ้น 30% ก็นับยอดปล่อยมาแค่ 30% ไม่สนว่าจะมีอำนาจบริหารหรือไม่


ตัวอย่างโครงสร้างการร่วมทุน (Joint Venture)

บริษัท Kuraray GC Advanced Materials ผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงในนิคมฯ เหมราช Kuraray ถือหุ้น 53.3% PTT GC ถือหุ้น 33.4% Sumitomo ถือหุ้น 13.3%

บางบริษัทก็ใช้ช่องว่างของการกำหนดขอบเขต เคยถือหุ้นบริษัทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะๆ

ปีถัดมา ถอนหุ้นออกจากบริษัทนั้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทก็จะลดลงโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย…


การแบ่งขอบเขตการปล่อย (Scope)

ตามมาตรฐาน ISO 14064-1 และ GHG Protocol แบ่งขอบเขตออกเป็น 3 ขอบเขต (Scope) img

Scope 1:

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Direct Emissions) เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักร หม้อไอน้ำ ยานพาหนะขององค์กร และการรั่วไหลของสารทำความเย็นภายในองค์กร

Scope 2:

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) เช่น การใช้ไฟฟ้า ความร้อน หรือไอน้ำที่ซื้อจากผู้ผลิตภายนอก

Scope 3:

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) เช่น การเดินทางของพนักงาน การขนส่งวัตถุดิบ การกำจัดของเสีย และการใช้ผลิตภัณฑ์ขององค์กรโดยผู้บริโภค


คำถามชวนคิด?!

การเดินทางของผู้บริหารจะถือว่าอยู่ใน Scope 1 หรือ Scope 3

เฉลย: ขึ้นอยู่กับว่าเรากำหนด Control และ Scope อย่างไร


คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP)

คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดซากผลิตภัณฑ์

การกำหนดขอบเขตแบ่งออกเป็น 2 แบบ

  1. Cradle-to-Grave (จากแหล่งกำเนิดถึงหลุมฝังกลบ):

    ครอบคลุมทุกขั้นตอนตลอดวัฏจักรชีวิต เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย (Final products) ที่ขายให้ผู้บริโภค

  2. Cradle-to-Gate (จากแหล่งกำเนิดถึงประตูโรงงาน):

    ครอบคลุมตั้งแต่การสกัดวัตถุดิบจนถึงขั้นตอนที่ผลิตภัณฑ์ออกจากโรงงานของผู้ผลิต มักใช้กับผลิตภัณฑ์กลางน้ำ (Intermediate products) ที่ต้องนำไปแปรรูปต่อโดยบริษัทอื่น


ทำไมต้องเป็น “รอยเท้า”

สุดท้าย เคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องเป็น “รอยเท้า” เป็น “รอยมือ” ได้ไหม

อาจารย์ รัตนาวรรณ มั่งคั่ง เขียนไว้ในหนังสือ All About Carbon Footprint ว่า Carbon Footprint มาจาก Ecological Footprint ซึ่งคำนวณจากพื้นที่ จึงใช้รูปรอยเท้าเป็นสัญลักษณ์ ต่อมา สหราชอาณาจักร (UK) ได้นำรูปรอยเท้ามาใช้ต่อในฉลาก Carbon Footprint

อีกนัยหนึ่ง รอยเท้าเป็นกุศโลบายทางจิตวิทยาการสื่อสารที่เปลี่ยนเรื่องนามธรรมอย่างมลพิษ ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ในฐานะ “ร่องรอย” ที่เราทิ้งไว้หลังการบริโภค แม้ในปัจจุบันฉลากคาร์บอนจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นรูปใบไม้หรือรูปโลกตามแต่ละองค์กร แต่ รอยเท้า ยังคงสถานะเป็นสัญลักษณ์สากลที่สื่อถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี