ผมกลับมาเขียนทุกวันประมาณเดือนกว่า ๆ ด้วยความรู้สึกว่าตัวผมสูญเสียความสามารถในการเขียนไปสักพักแล้ว ทั้งหมดนี้มันเนื่องจากการทำงานที่มันง่ายขึ้น
ผมทำงานเป็นคอนเท้นครีเอเตอร์มาหลายปี จากเริ่มต้นมาถึงวันนี้ได้จากการเขียน แต่ด้วยกระแสสังคมที่ได้รับจากการทำงาน การได้รับการตอบรับต่าง ๆ จากงานประเภทอื่น ก็ทำให้ผมละเลยมันไป
ผมรู้สึกว่า เขียนเยอะแล้ว พูดบ้าง ทำคลิปบ้าง มันก็ไม่ต่างกัน ความรู้มันก็เหมือนกัน แต่ปัญหาก็คือ มันเกิดช่องว่างบางอย่าง เพราะสำหรับผม การเขียนเหมือนได้ทบทวนตัวเอง
อีกอย่างคือผมกำลังจะเขียนหนังสือหลายเล่ม ถ้าผมไม่ฝึกเขียนให้ดีขึ้น ผมจะสูญเสียความสามารถนี้ไป
ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมาก็เลยตั้งใจเขียนเต็มที่ พยายามอย่างหนัก ที่จะเขียนให้มัน เก่ง คล่อง จนบางครั้งก็สนุกเกินเลยไปหน่อย อาจจะไปกระทบใคร หรือทำให้คนรู้สึกไม่โอเคบ้าง แต่มันก็สร้างผลสะท้อนกลับมาอย่างหนึ่งว่า ตัวอักษรมันมีพลังมากกว่าคำพูด ทั้งให้ความหวัง ทั้งทำลาย มันทวีคูณด้วยน้ำเสียงที่คุณอ่าน กระหน่ำซ้ำด้วยการตัดสินด้วยภาพลักษณ์ผู้เขียนที่คุณมอง ซึ่งมันถูกตอบสนองต่อความรู้สึกในใจ
แล้ว AI เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ป.ล. อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ
ผมก็ต้องบอกว่า AI มันมีผล 2 เรื่อง เรื่องแรกมันทำให้คนที่เขียนงานได้ง่ายขึ้น เพราะมันเรียบเรียงประเด็น น้ำเสียง และมุมมองที่อยากอ่าน การจบที่คมชิบหาย ทัชใจ สรุปให้ง่าย ทุกอย่างมันมาด้วยกันหมด
ไม่แปลกที่คนจะชอบ ผมอ่านมันเรื่อย ๆ ผมยังเคลิ้มเลย และผมก็ใช้มันเสมอเวลาที่ไอเดียตีบตัน เพื่อให้มันช่วยเค้นอะไรบางอย่างออกมา
แต่ปัญหาก็คือ ตัวตนเราจะหายไป เราจะเห็นเหมือนกันหมด เป็นเหมือนกันหมด และเข้าใจเหมือนกันหมด ทั้งๆ ที่บางเรื่องมันไม่ใช่เรื่องจริง
ในทางกลับกัน ผลของ AI ก็ทำให้คนเขียนอย่างผมไม่แน่ใจในตัวเอง เพราะทุกครั้งที่ให้รีวิวงาน มักจะมีการปรับปรุง แก้ไข หรือทำให้ดีขึ้นเสมอ แม้ว่าจะเป็นงานที่มันปรับให้แล้วก็ตาม เพราะมันแก้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด
งานคุณอาจจะดีขึ้นจริง แต่เวลาที่เสียก็มากขึ้นตามไปด้วย ไปจนถึงความไม่มั่นใจ รวมถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกจะนำเสนอก็บิดเบี้ยวไป
ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันมีผลกระทบต่อผมแน่นอน จึงทำให้ผมลองทำอะไรพวกนี้ดู และผมก็รู้ว่าสุดท้ายแล้ว เราต้องพยายามหาตัวตนของเราให้เจอ
ตัวตนที่เป็นเสียงของตัวเอง ตัวตนที่รู้ว่าผิดพลาดได้ ตัวตนที่เขียนออกมาด้วยใจแม้ว่าบางอย่างจะดูไม่ได้ฉลาดก็ตาม เพราะมันคือชีวิตปกติของมนุษย์
เราลิมความปกติไปตั้งแต่เมื่อไร
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เฟสบุ๊กส่วนตัวของผมมียอดเติบโตขึ้นเยอะมากจากการเขียน แต่เชื่อไหมว่า ยิ่งเติบโตขึ้น ผมกลับรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เพราะพื้นที่ส่วนตัวเริ่มหายไป
ไม่ใช่จะมาทวงคืนความสุขหรืออะไร เอนเกจ ไลค์ โพสแชร์ ทำให้รู้สึกดีครับ สนุกด้วยกับการแลกเปลี่ยนความเห็นหลากหลาย แม้บางอันก็ไม่สนุก แต่ก็รับได้แหละ โอเค
มาถึงตรงนี้ ก็เลยจะบอกว่า ต่อจากนี้จะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้แล้วนะครับ ผมอาจจะไม่ได้เข้ามาเขียนบ่อย ๆ เพราะผมไม่ได้รู้สึกอยากทำมันเหมือนช่วงแรก และไม่ได้ตั้งใจให้เฟสบุ๊กส่วนตัวเป็นพื้นที่ใหม่ไว้ทำมาหากิน
เอาจริง ๆ ตอนแรกก็คิดแบบนั้นว่าจะปั้นแบรนด์ใหม่ แต่พอคิดได้ก็รู้สึกว่าเลิกแล้วไม่เอาแล้วดีกว่า มันไม่ได้มีอะไรที่มีคุณค่าขนาดนั้นหรอกครับ (สำหรับผมนะ) แต่ได้ลองดูช่วงเวลาหนึ่งก็สนุกดีเหมือนกัน
มาถึงตรงนี้ ก็ได้คำตอบว่เอาเวลาไปพัฒนางานตัวเอง ทั้งหนังสือ และเพจต่อดีกว่า คอนเท้นต่าง ๆ ต่อไปคงอยู่ในรูปแบบ TAXBugnoms มากขึ้น ส่วนตัวตนของผมจริง ๆ ก็ปล่อยมันไปครับ เพราะมันไม่ได้มีอะไรพวกนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ขอบคุณทุกการติดตามนะครับ แล้วก็ขอบคุณพื้นที่ของ midgard ของจารย์ทอยที่ให้พื้นที่มาตลอด ถ้ามีอะไรก็คงมาอัพเดทในนี้แทนครับ
สวัสดีครับ

Comments