สิ่งที่จะเขียนต่อจากนี้คือการระบายความในใจ ...
ผมทำสื่อให้ความรู้ด้านการเงินและภาษีมาหลายปี เขียน ทำคลิป บรรยาย พอดแคสต์ หนังสือ ทุกฟอร์แมตที่นึกออก ผมลองทำหมด
ไม่ใช่เพราะผมรักภาษีเป็นพิเศษ แต่เพราะมันคืออาชีพที่ผมหารายได้จากมันได้จริง ๆ และในวันนี้ผมเชื่อว่าผมทำมันได้ดีพอที่จะเรียกว่า งาน
พูดให้ง่ายที่สุด ไม่ทำแล้วจะเอาอะไร ...
จากการทำงานในแวดวงแบบนี้ มีคนถามบ่อย ๆ ว่ารับงานที่ปรึกษาไหม รับงานบัญชีไหม รับงานสอบบัญชีหรือเปล่า ?
ผมปฏิเสธทุกครั้งที่ได้รับคำถามนี้ ไม่ใช่เพราะผมมีอุดมการณ์สูงส่งกว่าใคร ไม่ใช่เพราะว่าผมดีกว่าคนที่รับงานต่าง ๆ เหล่านั้น แต่เพราะผมรู้ว่าถ้าผมรับงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา ทำบัญชี ฯลฯ แล้วออกมาพูดเรื่องภาษีให้คนฟัง ผมจะรู้สึกว่าตัวเองแยกไม่ออก ระหว่าง "ประโยชน์ของคนฟัง" หรือ "โอกาสในการสร้างลูกค้า"
ผมรู้สึกมาตลอดว่าคนที่เสียหายจากความรู้สึกแบบนั้นไม่ใช่ผม แต่คือคนที่นั่งฟังอยู่ คนที่รับคำพูดของผมไปตัดสินใจ แค่นั้นเองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านี้
เพื่อความชัดเจนและไม่เป็นการต่อว่าใคร (ผมกลัวเรื่องนี้มาก) คนที่รับงานที่ปรึกษาและทำสื่อไปพร้อมกันได้ดีก็มีอยู่จริง ผมแค่ไม่ใช่คนนั้นแน่ ๆ และผมเลือกได้แค่นี้
บางคนมองว่าคนทำสื่อภาษีคือคนที่ยังไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เคยมีคนบอกว่า ไอ้นี่มันก็เก่งแค่ทำสื่อการสอน แค่พูดเก่ง ตัวจริงกลวงเปล่า
ผมเข้าใจมุมนั้น แต่ไม่เห็นด้วย และไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น เพราะผมได้ทดลองทุกอย่างจริงในการให้ความรู้ หรืออย่างน้อยก็ควรมีประสบการณ์บ้าง
ผมเคยจดบริษัทด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะอยากมีบริษัท แต่เพราะอยากรู้ว่าคนที่นั่งฟังผมอยู่ทุกวันเขารู้สึกอะไร ตอนที่ต้องเซ็นเอกสารไม่รู้กี่ชุด ต้องกรอกอะไรไม่รู้เต็มไปหมด เอกสารนู่นนี่นั่นคืออะไร
ผมตัดสินใจขอคืนภาษีไม่กี่บาทจากกรมสรรพากร (ภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท) และมั่นใจว่าจะโดนตรวจสอบ เพราะผมอยากรู้สึกและเข้าใจสิ่งที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีต้องเจอ
หลายเรื่องที่ผมสอน ไม่ว่าจะเป็นการไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายฟรีแลนซ์ ผมทำมันจริง ๆ และก็เข้าใจว่ามันยุ่งยากแค่ไหนเมื่อเจอกับข้อกฎหมายที่เลือกทำถูกแล้วง่ายกว่า
ยังมีอีกมาก ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังอีกครับ...
ผมเลือกทำคอนเทนต์ฟรี ไม่ว่าคุณจะติดตามไหม ไม่ต้องมีกลุ่มลับ กรุ๊ปไลน์ หรือกดเป็นสมาชิกอะไรทั้งนั้น ใครอยากกดก็ไม่มีอะไรให้ดูเพิ่ม อยากเสียเงินก็ไม่ว่า ล่าสุดเพิ่งจะบอกว่ายกเลิกไปได้เลยครับ เพราะยอดต่อเดือนที่ผมได้รับมันน้อยนิด (ฮา)
หลายคนคิดว่าพวกโฆษณาจากแพลทฟอร์มจะอยู่ได้ เอาจริง ๆ แค่จ้างน้องทีมงานคนเดียวก็ไม่เหลือแล้วครับ คลิปผมไม่ได้แมส ไม่ได้ไวรัลขนาดนั้น ทำมาหลายสิบปี คนยังเรียกชื่อไม่ถูกอยู่เลยก็เยอะ ฮา
โอเค.. กลับมาที่ประเด็น ทั้งหมดนี้เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่คนควรรู้เรื่องภาษีไม่ควรอยู่หลังกำแพงราคา ทุกคนควรเข้าหาข้อมูลเหล่านั้นได้ในระดับที่พอต่อการเรียนรู้ ไปจนถึงไม่ว่าคุณจะมีต้นทุนชีวิตแค่ไหนก็น่าจะดูได้สักช่องทางแหละ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี ถ้าผมมีเงินพอเลี้ยงตัวเองตลอดชีวิต ผมก็คงคิดว่าทำแค่นี้พอ มีความสุขจังเลยกับการเป็นผู้ให้
แต่ถ้าให้อย่างเดียวแล้วไม่ทำมาหากิน ผมก็คงอยู่ไม่ได้ มันเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ ดังนั้นก็ขอรับงานด้วย
ทุกวันนี้ผมอยู่ได้ด้วยงานสปอนเซอร์จากช่องทางต่าง ๆ งานบรรยายที่ถูกว่าจ้าง และงานหนังสือ งานสื่อ งานอะไรต่าง ๆ ที่พอจะทำแล้วไม่ขัดกับสิ่งที่ผมต้องการ มันก็ช่วยหล่อเลี้ยงให้ทำสิ่งที่อยากทำต่อไปได้
ผมคิดว่านั่นคือความจริงของโมเดลนี้ ไม่มีอะไรที่ฟรีจริงๆ มีแค่ว่าเราจะเลือกรับเงินจากใคร ซึ่งเน้นอีกทีว่า ใครจะรับแบบไหนก็ไม่ใช่เรื่องผิด
แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็คงต้องรับผิดชอบด้วยในสิ่งที่ทำ ถ้าผมพูดผิด คนที่เสียหายไม่ใช่ผม แต่คือคนที่เอาสิ่งที่ผมพูดไปตัดสินใจกับชีวิตจริงๆ ของเขา ความรับผิดชอบของมันก็หนักไม่ต่างกัน บางทีหนักกว่าด้วยซ้ำ เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเอาไปทำอะไรต่อบ้าง หรือบางทีก็ถูกกล่าวอ้างและหลอกใช้ประโยชน์บ่อย ๆ
กลับมาที่คำถามในตอนแรกอีกครั้ง คุณคิดว่าผมควรดีใจไหมที่มีคนติดตามมากขึ้นทุกครั้งที่ภาษีซับซ้อนขึ้น
ผมคิดว่าคำตอบไม่ใช่แค่ดีใจหรือไม่ดีใจ มันน่าจะซับซ้อนกว่านั้นสักหน่อย ผมได้ประโยชน์จากความซับซ้อนของระบบภาษีจริงๆ ครับ แต่สิ่งที่ผมทำได้คือเลือกว่าจะได้ประโยชน์จากมันในแบบไหน เลือกว่าจะอยู่ตรงไหนในระบบนั้น โดยที่ไม่ทำร้ายใคร ไม่ยอมให้ใครมาทำร้าย และสามารถนอนหลับได้อย่างสบายในทุกคืน
โดยที่ไม่ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก...

Comments