"โลกนี้อุดมไปด้วยคนเก่งฉิบหาย"

"ส่วนผมขอเป็นคนธรรมดาที่ชิบหายก็พอครับ"

.

ประโยคนี้มาจากบทสนทนากับพี่ที่เคารพท่านหนึ่ง

หลังจากที่เห็นความวุ่นวายในโลกของคนเก่ง

.

ทุกวันนี้ เราอยู่ในยุคที่ “ความเก่ง” ถูกยกขึ้นหิ้งเหมือนศาสนาใหม่ ถูกนิยามเหมือนกับเป็นปัจจัยที่ห้า และถูกใช้เหยียดหยามเพื่อลดความไม่มั่นใจใครๆ ก็ต้องอัปสกิล ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องประสบความสำเร็จ ต้องมีอะไรมาอวดโลก จนบางที ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเรากำลัง “ใช้ชีวิต” หรือกำลัง “หนีความรู้ผิดที่ไม่พัฒนา" กันแน่

.

ทั้งหมดมาจาก "การเปรียบเทียบ"


เราถูกสอนให้เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตั้งแต่เด็ก เรียนก็ต้องติดท็อป ทำงานก็ต้องเป็นดาวเด่น หาเงินก็ต้องได้เยอะกว่าเพื่อน นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า social comparison หรือการประเมินคุณค่าตัวเองผ่านการเทียบกับคนอื่น ยิ่งคุณเลื่อนฟีดเห็นชีวิตชาวบ้านที่ดูดีกว่าเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถูกเติมเต็มมากเท่านั้น และวันนี้มันมี Social Media ที่ทำให้คุณเห็นอยู่ซ้ำ ๆ ทุกวัน

.

มันเลยเป็นเห็นผลที่เติมใจเธอไม่เคยเต็ม

เอาใจเธอไม่เคยพอ (พอเถอะ มึงอ่ะพอแล้ว)

.

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนเก่งหรือไม่เก่ง แต่ปัญหาอยู่ที่เราไม่เคยนั่งลงถามตัวเองตรงๆ ว่า… เก่งไปเพื่อห่าอะไร เอ้ย…เพื่ออะไรเหรอครับคุณ

.

เอาจริง ๆ ถ้าคุณเก่งก็ดีแล้วครับ โลกนี้ต้องการคนเก่งในการทำงาน แก้ปัญหา สร้างสิ่งใหม่ๆ ทั้งนั้นแหละ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดก็ได้


งานวิจัยด้านจิตวิทยาก็ชี้ให้เห็นเหมือนกันว่า การไล่ตาม “เป้าเปรียบเทียบคนอื่น” ตลอดเวลา มักพ่วงมาด้วยความเครียด ความรู้สึกด้อยค่า และความสุขที่ลดลง ได้เหมือนกัน

.

พูดง่ายๆ คือ ต่อให้คุณเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณเปรียบเทียบความเก่งกับคนอื่นตลอด คุณก็จะไม่มีวันรู้สึกว่าตัวเองดีพออยู่ดี ถ้าให้พูดหล่อ ๆ คือ เก่งพอใช้ชีวิตให้ดี อาจมีค่ามากกว่าเก่งที่สุดแล้วไม่มีความสุข แต่สิ่งที่ง่ายที่สุด คือ ใช้วิธีกลับด้าน คือ หาคนที่คุณรู้สึกว่าเขาไม่เก่ง หรือ หมั่นไส้สักคน แล้วก็ก่นด่ามัน แบบนี้ก็จะมีความสุขกลับมาในการเปรียบเทียบแบบย้อนกลับ

.

ซึ่งก็นั่นแแหละครับ ทำไปทำห่า เอ้ย ทำไปทำไม

.

โลกนี้มีพอแล้วครับกับคนที่เอาความเก่งมาใช้เป็นค้อน ไว้ตอกคนอื่นให้รู้สึกต่ำกว่า (เชี่ย คมสัส) แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเก่งขึ้นหรอก มันแค่ทำให้เขาดูน่าตอก หรือ น่ากดให้ตกต่ำแค่นั้นเอง แต่คุณก็ไม่ได้เก่่งขึ้นกว่าเดิมจากความรู้สึกที่เก่งขึ้นที่ได้เหยียบย่ำเขาหรอก

.

ความเก่งที่ต้องเหยียบคนอื่นให้ดูเล็กลง มันไม่ใช่ความเก่ง แต่มันคือ “ความกลัว” ที่ปลอมตัวมา เพราะสุดท้าย คนที่ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาว่ากันว่าคนพวกนี้มักจะเป็นคนที่ลึกๆ ไม่แน่ใจในคุณค่าของตัวเองมากที่สุดนั่นแหละ

เอ๊ะ... หรือว่าผมกำลังเป็นอยู่วะเนี่ย เล่นด่าเขาไปทั่วแบบนี้ แย่จริง ๆ เลยเชียว


ผมมีอีกคำถามที่สำคัญที่หลายคนมักจะลืมถามตัวเอง

.

เวลาที่เห็น “คนเก่ง” เสียหลัก

เรารู้สึกยังไงกันเรื่องนี้กันแน่

.

สะใจไหม สมน้ำหน้าหรือเปล่า หรือแอบโล่งใจลึกๆ ว่า แหม่ ก็ไม่ได้เท่าไรนี่หว่า อิอิ ความรู้สึกแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวคุณนั่นแหละ คือ สิ่งที่คุณเป็นจริง ๆ

.

ผมชวนคุยเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพื่อให้คุณเกลียดตัวเอง แต่เพื่อให้คุณซื่อตรงกับตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วคุณไม่ได้เกลียด “ความเก่งของใคร” แต่คุณแค่ลืมที่จะยอมรับ “ความไม่พอใจในตัวเอง”

.

ผมเชื่อนะว่า โลกนี้ไม่จำเป็นต้องมีแต่คนเก่ง เพราะถ้าทุกคนเอาแต่แข่งกันเก่ง แข่งกันอวด แข่งกันชี้หน้าว่าใครโง่กว่า เราก็จะได้โลกที่เต็มไปด้วยคนเก่ง แต่โคตรขาดความเป็นคนแทน

.

เอาจริง ๆ คนเก่งในสายตาผม คือ คนที่รู้ว่าตัวเองเก่งไปเพื่ออะไร

.

คุณอาจจะเก่งเรื่องหาเงิน เพื่อดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด คุณอาจจะเก่งเรื่องงาน เพื่อสร้างทีมที่แข็งแรง ไม่ใช่เพื่อเหยียบลูกน้อง คุณอาจจะเก่งเรื่องคิด เพื่อเอาไปแก้ปัญหาที่คนอื่นมองไม่เห็น ไม่ใช่เพื่อเถียงให้ตัวเองชนะทุกวงสนทนา และถ้าคุณยังไม่รู้ตอนนี้ ว่าตัวเองเก่งไปเพื่ออะไร ก็ไม่เป็นไรนะครับ เราเป็นพวกเดียวกัน

.

ผมก็เป็น "คนธรรมดาที่ชิบหาย" คนที่ล้ม เป็นคนที่พลาด เป็นคนที่สับสน ในทุก ๆ วัน ขอแค่พอจะรู้ตัวว่า ไม่จำเป็นต้องแข่งกับความเก่งของใคร ไม่จำเป็นต้องด่าใครว่าโง่ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกฉลาดขึ้น ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามทุกเทรนด์ จนลืมถามว่าหัวใจตัวเองอยากไปทางไหน

.

แค่รู้ว่า… เราจะไม่เอาความเก่งของคนอื่นมาทำร้ายตัวเอง และจะไม่เอาความไม่เก่งของคนอื่นมาทำให้ตัวเองดูสูงส่ง

.

แค่นั้นก็พอแล้ว