มีอยู่ช่วงนึง ผมเห็นคนถกกันเรื่องซื้อบ้าน หรือ เช่าบ้าน

ฝั่งนึงบอกซื้อดีกว่า อีกฝั่งบอกเช่าคุ้มกว่า สองชั่วโมงผ่านไป ไม่มีใครเปลี่ยนใจ ทุกคนแค่หาหลักฐานมายืนยันสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แล้ว

แล้วเราได้อะไร?

.

อีกตัวอย่างนึงที่ผมเห็นบ่อย ๆ

"รายได้เท่านี้ควรจดบริษัทไหม" แล้วก็มีคนแห่เข้ามาตอบ ซึ่งผมมีคำถามสองข้อหลังจากที่อ่านคอมเม้นยาวเหยียด พร้อมคำแนะนำที่เหยียดหยามกันไปกันมา นั่นคือ

  1. คนตอบรู้เรื่องของเขาดีพอไหม
  2. เขาอยากฟังความเห็นจริงไหม

สำหรับผมแล้ว คำตอบที่ดีไม่ใช่ว่า "อะไรดีกว่า" แต่คือ "อะไรเหมาะกับชีวิตของคนนั้นมากกว่า" และไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องมองเหมือนกัน

คำตอบที่ถูกของคนนึง อาจเป็นความชิบหายของอีกคน


แล้วทำไมเรายังถกกันไม่รู้จบ?

เพราะสมองมันทำงานแบบนี้ครับ นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า confirmation bias คือเรามีแนวโน้มจะเชื่อและจำเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างความเชื่อของตัวเอง และมักมองข้ามข้อมูลที่สวนทาง

พูดง่ายๆ คือสมองเราไม่ได้แค่อยากรู้ว่าคำตอบคืออะไร

.

มันอยากรู้ว่า "ใครชนะ"

ถ้าคนอื่นผิด แปลว่าฉันถูก และถ้าฉันถูก แปลว่าที่ผ่านมา ฉันตัดสินใจไม่ผิด และถ้าฉันตัดสินใจไม่ผิด ก็แปลว่าแกนั่นแหละที่ผิด และก็วนไปเรื่อย ๆ เป็นคำตอบของคำถามนี้ซ้ำ ๆ

เราไม่ชอบให้ใครกดเราลงต่ำ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องกดคนอื่นลง เพื่อบอกว่าตัวเองสูงกว่า เพราะเอาเข้าจริง เรื่องพวกนี้ไม่อยู่ที่ว่าใครรู้ดีกว่า สูงกว่า เก่งกว่า เพราะเราต่างก็รู้ว่าเป้าหมายชีวิตต่างกัน


นึกออกอีกเรื่องหนึ่ง...

จากเรื่องการถกเถียง มันโยงมาถึงอีกเรื่องที่ผมโดนด่าบ่อยตั้งแต่ทำเพจมาสักพัก พอมีลูกค้าจ้างปุ๊บ แม่งมีคนบอกทันที "ขายอุดมการณ์" หรือไม่ก็รวยเพราะทำเพจ หวังเงินสินะ คิดแล้วไม่มีผิด แล้วมาอ้างว่าชอบแบ่งปัน

ผมมักจะย้ำเสมอว่า ผมทำเพจเพราะอยากเก่งเรื่องภาษีขึ้น เพราะผมรู้ว่าถ้าเก่งเรื่องนี้มันจะมีโอกาสสร้างรายได้ที่มากขึ้น แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า รายได้ที่มากขึ้นนั้นมันคืออะไร

ตอนเริ่มทำเพจใหม่ๆ ผมตั้งใจทำเพราะรู้ว่าได้แบ่งปันบางอย่างที่ตัวเองรู้ บางอย่างก็เรียนรู้ไปกับคำถามที่เขาส่งมา บางทีก็ได้อะไรใหม่ ๆ ที่ต่อยอดชีวิตได้

แต่พอมีลูกค้า มีแบรนด์มาร่วมงาน มีคอร์สขาย ก็มีคนมองว่าขายตัว ขายอุดมการณ์ ไม่บริสุทธิ์แบบเดิม อย่าทำแบบนี้เลย เดี๋ยวจะเสียตัวตนกันไปหมด ชีวิตคุณต้องเกิดมาเป็นผู้ให้

คือพี่ครับ ผมแค่รับงานปกติ

พี่ไม่คิดกันบ้างเหรอครับว่า ตัวผมต้องมีรายได้ ถึงจะมีเวลาและพลังไปทำเนื้อหาและรายละเอียดให้พี่ดูกัน ฟรี ๆ แบบที่ไม่ต้องจ่าย

สิ่งหนึ่งที่เพิ่งคิดได้ไม่นานมานี้ คือ การที่เพจที่เรารักและใช้ประโยชน์มีลูกค้า มันไม่น่าดีใจเหรอวะ มันแปลว่าเขาอยู่ได้ และจะได้ทำแบบนี้ไปนาน ๆ เพราะการทำงานก็ควรมีรายได้ทางใดทางหนึ่ง และรายได้นี่แหละ ที่ทำให้คอนเทนต์ฟรีๆ ยังมีอยู่ต่อไปได้

เรื่องที่ตลกกว่านั้น คือ ผมไม่รับงานที่ปรึกษา ไม่ได้รับทำบัญชี ไม่ได้รับวางแผนภาษีอะไร ถามว่าเคยคิดจะรับไหม ก็เคยคิด แต่ตอนหลังรู้สึกสะดวกกับการทำคอนเท้นและเนื้อหามากกว่า

แต่ไม่มีใครเคยมาบอกเลยว่า "โห พี่โคตรมีอุดมการณ์ ไม่รับงานที่ปรึกษาเลย" มีแต่บอกว่า คุณมีความรู้ ก็ต้องแบ่งปันฟรี ๆ มันถูกแล้ว คอมเม้นก็ต้องทันที ข้อความก็ต้องใส่ใจให้ดี เพราะมันคือสิ่งที่สร้างคุณมาให้มีวันนี้นะ คุณมีงานได้เพราะพวกเขา

เอ้า พอผมรับสปอนเซอร์ กลับโดนหาว่าขายอุดมการณ์ แต่ตอนที่ผมไม่รับปรึกษาส่วนตัว เพื่อเอาเวลาไปทำคอนเทนต์ฟรีให้ทุกคน กลับไม่มีใครมองว่านั่นคือการมีอุดมการณ์อะไรเลย

ทำไมคุณถึงคาดหวังว่าผมต้องตอบคำถามลึกๆ ให้ฟรี ถึงจะเป็น "คนดี" และถ้าเป็นแบบนั้น คนที่ทำอาชีพที่ปรึกษา เขาจะมีอาชีพไว้ทำไม? นี่ขนาดไม่ทำนะ ยังอยากเถียงแทนเลย ฮา

เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่ง


ไม่ว่าจะแมวสีขาวหรือแมวดำ ขอแค่จับหนูได้ก็พอ

คุณจะทำงานอะไร จะรับสปอนเซอร์หรือไม่ ถ้าทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี ซื่อสัตย์กับคนดู มันไม่ใช่เรื่องผิด เหมือนธรรมชาติของแมวที่มีหน้าที่จับหนู ไม่ใช่เถียงกับแมวตัวอื่นว่าใครจับหนูได้เยอะกว่า ใครจับหนูได้มีวิธีที่สมกับเป็นแมวมากกว่า

การเถียงว่าวิธีของฉันดีกว่าวิธีของเธอ ไม่ได้ทำให้หนูเพิ่มขึ้น แต่มันเป็นนิสัยของแมวที่กลัวว่าหนูจะไม่พอสำหรับตัวเอง เลยต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการบอกว่าแมวตัวอื่นทำผิด

ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ได้ทำให้หนูมากขึ้นเลยสักตัว มีแต่แมวกัดกันเองเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละ นี่มันเรื่องของแมว มนุษย์อย่างเราไม่มีใครทำแบบนั้นหรอก

โอเค ยอมรับก็ได้ เขียนมาทั้งหมดนี้ เอาจริงๆ ผมก็เป็นนะ


ผมเองก็เคยถกเถียงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง

แนะนำแนวคิดชีวิตคนอื่นไปทั่ว แถมเคยรู้สึกต้องพิสูจน์ว่าฝั่งที่ตัวเองเลือกมันถูก ทั้งที่ไม่มีใครถามด้วยซ้ำว่าผมคิดอะไร แต่อยากตอบ เพราะว่าเรามันคนมีจิตอาสา แต่จริง ๆ แค่เสือกครับ ไม่ต้องคิดอะไรมาก

และพอถึงจุดนึง ก็คิดได้ว่า ไอ้ที่เราทำอยู่มันไม่มีประโยชน์อะไรกับใครเลย นอกจากความภูมิใจจอมปลอม และการหลอกตัวเองว่าเราเก่ง เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจหลักคิดทุกอย่าง

ที่เขียนทั้งหมดนี้ขึ้นมา เพราะช่วงหลังดันเห็นตัวเองชัดขึ้นนิดหน่อย เลยอยากเปิดแผลให้ดูกันตรงๆ แค่นั้น ถามว่ามีประโยชน์ไหม ก็ไม่น่ามีอะไรหรอก เชื่อผมเถอะ บางคนอาจจะบอกว่านี่แหละโคตรย้อนแย้งเลย มึงเอาเวลาที่มาแบบนี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่าไหม

.

นี่แหละครับ คือ ที่มาของหัวข้อนี้

เห็นด้วยไหมล่ะครับว่า วิธีที่ดีกว่า คือ การหยุดพูด