ผมเบิร์นเอ้าท์มาตลอดครับ ...
ท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ผมกล้าพูดว่าผมรู้สึกแบบนี้หลายครั้ง และหนึ่งในครั้งที่รู้สึก คือ การเขียนและอ่านหนังสือเรื่อง Burnout เล่มนี้
"มาหาเรื่องเขียนอะไรกันดีกว่า 3 คน"
เจ้าของสำนักพิมพ์ 13357 ทักมาคุยในกลุ่มแชท (ต่อไปนี้จะเรียกว่า คุณคงคง-นามสมมติ) ผมไม่รู้ว่าเขานึกครึ้มใจหรืออยากให้โอกาสนักเขียนแบบผมอีกครั้งหรือเปล่า หลังจากที่มีผมมีโอกาสสร้างผลงานร่วมกันไปกับตัวเขา, ผู้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ และ คุณบีน (ณภัทร สัตยุตม์) ในหนังสือ "ปีสุดท้ายระหว่างพ่อกับลูกชาย"
"อ๊ะ ได้เลย" ด้วยความไม่แน่นอนในอาชีพ ประกอบกับโอกาสที่ได้ร่วมงานกับนักเขียนเก่ง ๆ และมั่นใจว่าผลงานได้ตีพิมพ์แน่นอน เพราะเจ้าของสำนักพิมพ์เขาเป็นคนเขียน (ฮา) ทำให้ผมตอบรับไปด้วยความมั่นใจว่า นี่คือโอกาสชั้นดี
"เรื่องต่อไป คือ เบิร์นเอ้าท์ พี่หนอมเขียนแชร์ประสบการณ์ บีนเขียนมุมจิตบำบัด ส่วนผมเขียนมุมความรู้ทางการแพทย์" ผมจำไม่ได้ว่าสรุปแล้วทำไมมันถึงออกมาเป็นเรื่องนี้ ผมเสนอ เขาสั่ง บีนแนะนำ แต่เอาเป็นว่าสุดท้ายมันก็ปรากฎผลมาเป็นแบบนี้
"โอเค ขอเวลาทำแป๊บแล้วส่งไป" ผมจำได้ว่าตอบแบบนั้น และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี 2567
"พี่หนอมครับ ว่างเมื่อไรเดี๋ยวผมโทรหา" คุณคงคงทักมาทางแชท หลังจากไม่กี่วันที่ผมส่งต้นฉบับไป
สารภาพตามตรงตอนแรกว่า ผมคิดว่าการเขียนต้นฉบับที่อ้างอิงชีวิตจริงมันเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะการทำงานกับคนที่มีการเตรียมตัวไว้ดีอย่างคุณคงคง ที่มี่การเตรียมหัวข้อ โครงเรื่อง และแนวทางการเขียนแบบแยกไม่ออก แต่ก็ต้องบอกว่ามันยากมาก ๆ เมื่อเขียนอะไรที่เป็นตัวเองออกมา แต่ด้วยการที่ผมเป็นคนรับผิดชอบ ก็เลยทำเสร็จตามเวลา (ใครบอกมึงเนี่ย)
คุณคงคงโทรมาหา พูดคุยเรื่องต้นฉบับ ผมรับสายโดยคิดว่าตอนแรกอาจจะต้องมีการเปลี่ยนใหม่ ปรับบทนิดหน่อยที่ยังเขียนไม่ดี แต่บทสนทนาที่จำได้ตอนนั้นก็คือ
"พี่เขียนใหม่ดีกว่าไหม" "ถ้าได้ก็ดีครับ"
เอาจริง ๆ ตอนนั้นรู้สึกว่า คุณคงคงแม่งโคตรใจร้าย แต่ตรงและแรงจนไม่กล้าเถียง เพราะต้นฉบับที่ผมเขียนมันใช้ไม่ได้จริง ๆ เพราะผมใช้ AI เขียนแทน อะไรอะ
เอาเป็นว่าคำติชมของคุณคงคงก็เหมือนอากาศหน้าร้อน คือร้อนชิบหาย ไม่ใช่ คือมันกระตุ้นไฟในตัวผมต่างหาก
เอาใหม่!!
"ผมว่ารอบนี้ดีขึ้นนะครับพี่หนอม เอาแบบนี้นะครับ" "ถ้าไม่ดีกูไม่เขียนกับมึงแล้วนะ" อันนี้ผมคิดไว้ แต่ไม่ได้ตอบไปครับ
ผ่านไปเกือบ 1 ปี ผมเขียนต้นฉบับใหม่ให้กับคุณคงคง จนสุดท้ายผลงานก็ผ่านออกมาได้ทั้งหมด ซึ่งต้องออกปลายปี 2568
แต่คุณคงคงแกยุ่ง งานเยอะ คนดัง แกก็เลยบอกว่าเขียนไม่ทันครับ ว้าย เบิร์นเอ้าท์ป่าว คงคง
โอเค... เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะสงสัยว่า แล้วมึงเบิร์นเอ้าน์ตอนไหน
มาครับ ผมจะเล่าให้ฟัง
ผมสารภาพตรง ๆ ว่ามีสิ่งหนึ่งที่หลอกหลอนผมในใจเสมอ นั่นคือ ผมเป็นคนคนหนึ่งที่เอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับการทำงาน การรับผิดชอบ และการเป็นทุกอย่างให้ทุกคน จนสุดท้ายร่างกาย ความสัมพันธ์ และใจเริ่มส่งสัญญาณว่าไม่ไหวแล้ว ทั้งที่ภายนอกยังดู “โอเค” อยู่เสมอ จากคนที่มีงานมั่นคง เรียนต่อ หวังหาทางออกจากชีวิตเดิม แต่กลับสร้างภาระใหม่ ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์เพื่อหวังจะมีเวลา แต่กลับทำงานหนักกว่าเดิม, เจอโควิด รายได้สะดุด, นอนไม่หลับ, ปวดคอ-บ่า-ไหล่, หงุดหงิดกับคนใกล้ตัว, และเริ่มถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร”.
สิ่งที่ทำให้ผมทรมานที่สุด ไม่ใช่ความเหนื่อยอย่างเดียว แต่คือความเชื่อว่า ถ้าหยุด ผมจะไม่มีคุณค่า และพอใช้ความเชื่อนี้ขับเคลื่อนชีวิตไปนาน ๆ ผมก็เริ่มสูญเสียทั้งความสุขและตัวเอง
ความตลกก็คือ ผมบันทึกทั้งหมดไว้ในหนังสือเล่มนี้ตอนปี 2567-2568 ด้วยความรู้สึกว่าเราหายแล้ว การเขียนหนังสือเล่มนี้มันเยียวยาและทำให้ผมเข้าใจชีวิตตัวเองมากขึ้น แต่ความเป็นจริง คือ เปล่าเลยครับ ผมก็ยังเป็นเหมือนเดิม เหมือนคนที่ว่ายน้ำมาไกลแต่ไม่เห็นฝั่ง และฝั่งที่เจอก็เป็นแค่เกาะเล็ก ๆ ที่หลอกให้ผมกระโจนกลับไปว่ายใหม่ ด้วยความหวังว่าจะถึงแผ่นดินใหญ่ในสักวัน
ผมเป็นแบบนั้นอยู่เสมอ จนผมกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกทีหนึ่ง ในวันที่จะตีพิมพ์ต้นฉบับ แล้วความจริงทั้งหมดเมื่อไม่นานมานี้ก็ปรากฎขึ้นจนผมกระจ่าง
ผมพบความจริงว่า...
สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเรื่องจึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มันเป็น “วงจรชีวิต" ซ้ำ ๆ ที่ผมทำเพื่อกลับมาใหม่อีกครั้ง
ถ้าผมเครียด ผมจะทำงานมากขึ้นเพื่อเอาความแน่นอน ถ้าผมทำงานมาก ร่างกายพัง ความสัมพันธ์แย่ และก็ไม่หายเครียด แต่พอเริ่มพัง ผมกลับยิ่งต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไหว แล้วก็กลับไปทำมากกว่าเดิม
ผมเพิ่งรู้ว่า ต่อให้เปลี่ยนจากการทำงานประจำ ไปเรียนต่อ ไปฟรีแลนซ์ ไปออนไลน์ ไปธุรกิจส่วนตัว ไปจนถึงการสร้างทีมใหม่ ปัญหาก็ยังตามมา เพราะ โครงสร้างข้างในใจไม่ได้เปลี่ยน คือยังเชื่อเหมือนเดิมว่า “หยุดไม่ได้” และ “ต้องทำให้ได้ถึงจะมีคุณค่า” และสุดท้ายแล้วผมก็พบว่ามันว่างเปล่าเสียเหลือเกิน ไม่มีใครให้คุณค่าคุณจริง ๆ หรอก มีแต่คุณพยายามบอกคนอื่นว่ามีคุณค่าต่างหาก
สิ่งที่เศร้ากว่านั้นคือ ผมไม่ได้ชอบทำงานหนัก แต่ชอบใช้การทำงานเป็นวิธีหนีความรู้สึกไร้อำนาจและความกลัวอนาคต พอเจอโควิด รายได้สะดุด ภาระครอบครัวสูงขึ้น ความกลัวข้างในเลยยิ่งผลักให้ทำงานหนักกว่าเดิม เหมือนใช้ “การทำต่อ” เป็นยาคลายกังวลชั่วคราว เพื่อให้หลอกตัวเองได้ว่าวันหนึ่งจะหลุดพ้น แต่มันก็วนไปจนถึงทุกวันนี้ วันที่อะไร ๆ ก็มีแต่ยากขึ้น เหนื่อยขึ้น และต้องใช้พลังมากขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้ ผมเพิ่งตระหนักว่า “คุณค่า” ไม่ใช่การที่คนอื่นมองว่าเรามีประโยชน์แค่ไหน แต่คือการที่เรามองเห็นค่าบางอย่างในตัวเองที่เป็นคุณต่อชีวิตเราเองต่างหาก และมันอาจจะถูกมองผ่านคนที่รักเราจริง ๆ
น่าแปลกที่ผมคิดได้ เมื่ออ่านงานของตัวเองอีกครั้ง ในวันที่ตัวเองรู้สึกเบิร์นเอ้าท์
หากใครที่กำลังเป็นอย่างผมอยู่ สิ่งที่คุณควรทำคือ ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน อ๊ะ อันนี้ก็ขายตรงเกินไป ผมแนะนำวิธีแบบนี้ครับ
เปลี่ยนเป้าหมายให้ "อยู่ได้" ด้วยตัวเองที่ไม่ต้องมีคุณค่าที่สุด
ยอมรับว่า ชีวิตไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ และเราเป็นไม่ได้ทุกอย่างตามที่คนอื่นหวัง ดังนั้น เป้าหมายใหม่ไม่ควรเป็น “ทำให้หมดทุกอย่าง” แต่เป็น ทำเท่าที่พอให้ชีวิต งาน และความสัมพันธ์ยังอยู่ร่วมกันได้งานที่ดี ต้องได้ "เงิน + เวลา + สุขภาพ” ผมเริ่มปฏิเสธงานใหญ่เกินไป งานที่ไม่ถนัด และยอมรับว่าเราเก่งไม่ได้ทุกอย่าง ควรเอาเวลาไปไว้กับสิ่งที่เราทำได้ดีพอจะได้ทั้งเงินและเวลาและยังอยู่ในภาวะสุขภาพที่ดี
หลักคิดง่าย ๆ ที่ผมใช้ ... งานไหนได้เงินแต่กินสุขภาพเกินไป ตัด งานไหนได้ชื่อเสียงแต่กินเวลาครอบครัวมากเกินไป ลด งานไหนไม่ถนัดและสร้างความฝืดในใจเป็นประจำ เลิก งานไหนทำแล้วได้ทั้งรายได้ ความถนัด และไม่ทำให้พัง เก็บไว้ทำต่อ
แยก “การพัก” ออกจาก “ความผิด” ใครที่เป็นแบบนี้ ผมแนะนำให้ฝึก “ไม่ทำอะไรบ้าง” ยอมหยุดแม้งานค้าง และยอมว่างโดยไม่ตีความว่าตัวเองไร้ค่า นี่คือยาที่ตรงโรคที่สุด เพราะถ้ายังเชื่อว่าการพักคือความขีเกียจแบบนี้เราจะไม่มีวันพักจริง สิ่งที่ถูกต้องคือ รู้ว่าเมื่อไรต้องทำ เมื่อไรต้องพัก
เอาคนใกล้ตัวกลับมาเป็น “คน” ไม่ใช่ "ตัวขัดขวางการทำงาน" เวลาที่คุณให้ความสำคัญกับงานมากเกินไป คนที่โดนผลกระทบจากเรื่องนี้ไม่ใช่ลูกค้าหรือสังคม แต่เป็น "ึคนที่คุณรัก" คุณจะเสียเวลาไปกับคนที่คุณไม่ควรให้ค่า งานที่คุณไม่ควรให้เวลา และลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร
สุดท้ายที่ผมอยากฝากคือ
หนังสือเล่มนี้ ผมเขียนขึ้นมาในฐานะคนที่คิดว่าตัวเองหาย แล้วก็อ่านมันซ้ำในฐานะคนที่เพิ่งรู้ว่ายังไม่หาย แต่นั่นแหละครับ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ทำได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้คุณหยุดเบิร์นเอ้าท์ไปตลอดกาล มันแค่ทำให้คุณจำได้เร็วขึ้น ว่าตอนนี้กำลังอยู่ในวงจรไหนของชีวิต และชีวิตคุณจริง ๆ แล้วต้องการอะไร
ครับ.. และทั้งหมดนี้ ผมกำลังขายหนังสือเล่มนี้อยู่ครับ

Comments