ผมสอนเรื่องการเงินมาหลายปี...
สอนว่าต้องวางแผนภาษียังไง บริหารเงินสดยังไง ตั้งราคาขายยังไงไม่ให้ขาดทุน อธิบายเรื่องกระแสเงินสดให้เจ้าของธุรกิจฟังจนเข้าใจ เขียนหนังสือ ทำคลิปเรื่องเทคนิคการเงินส่วนบุคคลสารพัด
ผมเคยคิดว่าผม “เข้าใจเรื่องเงิน” ดีแล้ว จนกระทั่ง...
“พี่หนอมฮะ มีเรื่องปรึกษาหน่อย” น้องทีมงานคนหนึ่งทักมาช่วงหัวค่ำ
“ว่าไง จะลาออกเหรอ” ด้วยสัญชาติญาณของนายจ้าง ผมตอบไปแบบนั้น
แล้วมันก็แม่นกว่าที่คิด เธอบอกว่าอยากหยุดพัก เพื่อไปหาคำตอบบางอย่างของชีวิต
“เอางี้ หยุดก่อนหนึ่งเดือน แล้วค่อยมาคุยกัน” ผมให้น้องพักแบบมีกำหนด เพื่อได้ทบทวนและตัดสินใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ผมเองก็เพิ่งรู้ตัวว่า ผมเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับเงินผิดไป
ผมคิดเข้าข้างต้วเองในฐานะนายจ้างมาตลอดว่า ผลตอบแทนที่จ่ายให้จะช่วยให้ทีมมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่ ๆ
ในทุก ๆ ปี ผมจะนั่งดูข้อมูลยอดสรุปรายได้ของทีมงาน และตั้งคำถามว่าปีนี้เราจ่ายผลตอบแทนให้พวกเขาดีพอหรือยัง
แต่ผมลืมคิดไปว่า บางทีเงินที่ให้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะนิยามชีวิตที่ดีของแต่ละคนนั้น
มันไม่เหมือนกัน
"ผมลาออกแล้วนะพี่ เพราะว่าถูกลดเงินเดือน" เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับทีมผมโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่ได้ยินมาแล้วนั่งคิดไม่ตก
ผมถามถึงสาเหตุที่องค์กรลดเงินเดือน ฟังแล้วก็ต้องยอมรับว่ามันมีเหตุผล มีที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่ตัดเพราะอยากตัด แต่เป็นเรื่องของสภาพธุรกิจที่เปลี่ยนไป
"แล้วทำไมถึงออกเลย ไม่รอหางานใหม่ก่อนเหรอ" "รู้สึกไม่โอเคพี่ รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีคุณค่าพอ"
ในแง่ตัวเลข การตัดสินใจแบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย เศรษฐกิจแบบนี้ งานประจำยังไงก็ดีกว่าไม่มี อยู่ไปก่อน หางานใหม่ควบคู่กันไป แล้วค่อยตัดสินใจ นี่คือสิ่งที่คนรอบข้างเขาแนะนำ และถ้าผมเป็นที่ปรึกษาการเงิน ผมก็คงบอกแบบเดียวกัน
แต่มีบางอย่างที่ตัวเลขคำนวณไม่ได้
ทุกเช้าที่ตื่นมาแล้วรู้ว่าต้องไปทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการมองเห็น มันมีต้นทุนซ่อนอยู่ที่เราไม่สามารถดูผ่านสลิปเงินดือน
เขาไม่ได้ออกเพราะตัวเลขลดลง เขาออกเพราะความรู้สึกบางอย่างถูกกระทบไปก่อนแล้ว และเงินที่ยังเหลืออยู่นั้นมันชดเชยความรู้สึกนั้นไม่ได้
ผมนั่งคิดอยู่นานว่า ถ้าเป็นผม ผมจะทำแบบนั้นได้ไหม สุดท้าย ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
"เราว่าต้องซื้อบ้านที่กรุงเทพแหละ"
ช่วงที่ผ่านมา ผมค่อนข้างยุ่งมาก ๆ เหตุผลที่สำคัญคือ ภรรยาและลูกกำลังจะย้ายมากรุงเทพ และเรากำลังจะหาบ้านใหม่เพื่อให้ภรรยาและครอบครัวของเขาไปมาหาสู่ได้อย่างสะดวก
ผมและภรรยาตัดสินใจขายคอนโดเพื่อนำเงินมาซื้อบ้าน ในฐานะคนทำงานด้านนี้ ผมมีตัวเลขในหัวที่ชัดเจน งบประมาณที่ตั้งไว้ รวมถึงแผนการเช่าก่อนระยะหนึ่ง เพื่อให้รู้เท่าทันและจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
"เราไม่เคยมีบ้านของตัวเองเลยนะ คอนโดก็ขายไปแล้ว" หลังจากที่ผมได้ยินคำนี้จากภรรยา เหตุผลที่วางไว้เมื่อกี้ก็เปลี่ยนไป
ในชีวิตของคนๆหนึ่งที่ไม่เคยฟุ้งเฟ้อ ใช้จ่ายอย่างประหยัด เก็บเงินได้เป็นอย่างดี บางทีการมีบ้านของตัวเองสักหลังนึง มันไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึก
ผมทักหารุ่นพี่ที่เคารพเพื่อปรึกษาเรื่องนี้ และผมก็ได้คำตอบว่าจริง ๆ แล้วปัญหาทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการตัดสินใจเพื่อที่จะใช้เงิน "เพื่ออะไร"
"โอเค.. แต่ยังไงขอใช้นโยบายคนละครึ่งนะ" ผมแซวเธอไปแบบนั้น แม้ว่าเรายังไม่ได้ "บ้านในฝัน" ก็ตาม
เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และพอผมเอามาเรียงกัน ผมเห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่สอนเรื่องนี้มาตลอด
ผมเข้าใจผิดว่าเงินคือเหตุผล แต่จริงๆ แล้วเงินแค่เป็นสัญญาณ
น้องไม่ได้ขอหยุดงานเพราะเงินน้อย แต่เพราะเขาตระหนักว่าเขาต้องมองหาอย่างอื่นในชีวิต น้องอีกคนไม่ได้ออกเพราะถูกลดเงินเดือน เขาออกเพราะบางอย่างในตัวเขาแตกหักไปก่อนแล้ว และภรรยาผมไม่ได้อยากได้บ้านแพงขึ้น เธออยากได้ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต
เงินอยู่ในทุกเรื่องจริง แต่สิ่งที่อยู่เหนือเงินก็สำคัญไม่แพ้กัน
ผมสอนเรื่องเงินมาหลายปี แต่มีคำถามง่ายๆ ที่ผมลืมถามตัวเองมาตลอด
ก่อนที่เราจะถามตัวเองว่ามีเงินพอไหม ต้องใช้เงินเท่าไร ? ลองเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น เงินที่เรามีจะเอาไปแลกกับอะไรมา
เพราะถ้าตอบข้อที่สองไม่ได้ ข้อแรกก็ไม่มีความหมายอะไรเลย

Comments