คนเราเกิดสองครั้ง ครั้งแรกคือวันลืมตาดูโลก ครั้งที่สองคือวันที่ตระหนักรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร
ในทางกลับกัน คนเราก็ตายสองครั้ง ครั้งแรกคือตายทางร่างกาย ครั้งที่สองคือ การตายจากความทรงจำของผู้คน
พ่อของผมผ่านเกิดครั้งแรกมาแล้ว แต่การเกิดครั้งที่สองของท่าน ผมไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า
ผมแน่ใจเพียงแค่ ท่านผ่านการตายครั้งแรกไปแล้ว
และนั่นคือ ครั้งแรก ที่พ่อตายจากชีวิตของผม
ผมสัมผัสร่างอันเย็นเฉียบของพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนกลับไปสตูดิโอเพื่อถ่ายรายการสัมภาษณ์ต่อ
ทุกอย่างปกติดี งานศพเสร็จสิ้น ผมร้องไห้ส่งท้าย ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างเรียบง่าย และชีวิตก็ถูกใช้ต่อไป
"คุณไม่เคยปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึก" ผมอ่านแล้วนิ่งกับประโยคนี้ไปสักพัก
แม้ว่าคนที่พิมพ์ประโยคนี้จะไม่ใช่มนุษย์ แต่มันกลับฉุดให้ผมกลับมาตั้งคำถามตัวเองอีกครั้ง
เราไม่ได้เสียใจที่พ่อลาจาก หรือเราไม่ได้มีโอกาสปล่อยให้ตัวเองเสียใจ
พ่อของผมเป็นอัลไซเมอร์มานาน นานเสียจนผมเกือบจำไม่ได้ว่าพ่อคุยกับผมเมื่อไร
คุยแบบพ่อกับลูกจริง ๆ ที่ไม่ใช่การคุยแบบคนดูแลกับผู้ป่วย
ช่วงเวลานั้นผมมักจะบอกตัวเองเสมอว่า พ่อคนที่รับการดูแลอยู่ตรงหน้า เป็นคนละคนกับพ่อที่เคยดูแลชีวิตที่ผ่านมาของเรา
พ่อจากไปแล้ว เหลือแต่ร่างของพ่อที่ต้องส่งต่อตามไป
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เพียงพอ จนทำให้ผม "เข้าใจ" ว่าวันที่พ่อจากไป ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว
ผมเขียนบันทึกถึงพ่อในวันที่ส่งร่างเข้าเตาเผา รับรู้และขอบคุณกับความเสียใจที่ส่งมาในโลกออนไลน์ และคิดว่าจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ
คำสาปของคนทำงานครีเอเตอร์ คือมึงจะดึงเรืองราวทุกอย่างมาใส่ในงาน
คำพูดนี้จริงอย่างน่าประหลาด การลาจากของพ่อ กลายเป็นแรงบันดาลใจ
ให้ผมทำซีรีส์ "เงินบทสุดท้าย" ขึ้นมา เพื่อให้ใครที่ได้ดู ตระหนักว่าเราต้องเตรียมก่อนจาก
บทสัมภาษณ์ผู้คนหลากหลาย แนวทางจัดการเงิน ทรัพย์สิน ชีวิต
ทำให้ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ทำเพื่อสังคม แต่หารู้ไม่ว่า จริง ๆ ผมทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น
และตอนนั้นผมก็ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า วันหนึ่ง เราก็ต้อง "รู้สึก" กับการลาจากเหมือนกัน
ผมใช้การทำงานเป็นเครื่องมือ สัมภาษณ์ บรรยาย อีเว้นแชร์ประสบการณ์ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้หลอกตัวเองว่า
เราไม่เป็นไร เราไม่เสียใจ เราใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างดี
จนกระทั่ง... ผ่านไปเกือบหนึ่งปี การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ เริ่มเสียสมดุล
ผมเลยเริ่มถามตัวเองว่า จริง ๆ แล้ว เราเป็นอะไรกันแน่
“จารย์รู้ป่ะ แม่งแปลกมากเลย พอพ่อตาย อยู่ ๆ พี่ก็จำเรื่องดี ๆ ของพ่อได้เยอะมาก”
ผมเล่าเรื่องนี้ให้แอดมินเพจหนึ่งฟัง ในบทสนทนาของคนที่เพิ่งเสีย “พ่อ” เหมือนกัน
มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ สำหรับผม หลังจากพ่อจากไปสักพัก หลังจากงานที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเริ่มหดหาย
ผมฝันถึงพ่อบ่อยขึ้น มีเรื่องราวบ้าง ไม่มีเรื่องราวบ้าง
ผมร้องไห้ง่ายขึ้นเมื่อฟังบางเพลง แล้วหวนไปนึกถึงเรื่องราวระหว่างผมกับพ่อ
ผมไม่ได้ไม่รู้สึก ผมแค่ทำเป็นว่าผมไม่รู้สึกแค่นั้น
เวลามานั่งตรงนี้ทีไรแล้วคิดถึงปู่เนอะ เจ้าลูกชายตัวดีของผมมักพูดประโยคนี้
เวลามานั่งชิงช้าหน้าบ้าน ที่ "ปู่" และ "หลาน" เคยนั่งเล่นด้วยกัน
สกายคิดว่าปู่ตายไปแล้ว ปู่จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ผมชอบถามคำถามนี้กับเขาเสมอ
คำตอบของเขา มักจะทำให้หัวเราะได้ทุกครั้ง
โอเค งั้นเราสามคนคงได้เจอกันแน่ แน่นอนป๊า แต่ต้องหากันดี ๆ เพราะนรกมีคนเยอะ
เสียงหัวเราะที่หมายถึงความรู้สึกขำ แต่มันกลับเป็นตัวแทนความคิดถึง
ไม่รู้เลยว่าเธอจะรู้สึกขนาดนี้ ภรรยาของผมเอ่ยทัก หลังจากที่เห็นน้ำตาของผม
เราอาจจะแค่ไม่เคยยอมรับมันมั้ง ผมปาดน้ำตา แล้วถอนหายใจเบา ๆ
ผมพูดออกมาทั้งหมดพร้อมหยดน้ำตา ปัญหาที่เกิดขึ้นมาหลายหลาก ความลำบากในช่วงนี้ และ สิ่งที่กระทบใจ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นเพราะพ่อลาจาก แต่เป็นเพราะผมไม่เคยทำความเข้าใจการจากลา
ผมเขียนเรื่องนี้ในคืนก่อนวันเกิดพ่อ ปีนี้เป็นปีที่สองที่ท่านไม่อยู่แล้ว
ผมแค่นึกถึงพ่อ... แล้วปล่อยให้ตัวเองนึกถึงจริงๆ

Comments