หากพวกเรามองว่า "กันดั้ม" เป็นเพียงแอนิเมชั่นขายของเล่นที่นำหุ่นยนต์อย่างกันพลามาสู้กัน พวกเราอาจจะพลาดหนึ่งในวรรณกรรมไซไฟที่สะท้อนสันดาบดิบ การเมือง และปรัชญาของมนุษย์ได้ดีที่สุดเรื่องนึง ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ รีส์นี้ตั้งคำถามที่ทิ่มแทงใจเราเสมอว่า แท้จริงแล้ว ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดคือเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้น หรือคือจิตใจของเราเองกันแน่?
"กันดั้ม" คืออะไร?
สำหรับใครที่ยังไม่เคสัมผัสโลของกันดั้มนั้น กันดั้ม (Gandamu Shirīzu หรือ Gundam) คือแฟรนไซส์แอนิเมชั่นสัญชาติญี่ปุ่นที่มีจุดเริ้มต้นในปี 1979 โดยมีผู้เขียนชื่อ Yoshiyuki Tomino
ในยุคสมัยนั้น การ์ตูนญี่ปุ่นเต็มไปด้วยหุ่นยนต์แนว "ซูเปอร์โรบอท" หรือ หรือหุ่นยนต์พิทักษ์โลกที่ทรงพลังราวกับเทพเจ้า มีท่าไม้ตายอลังการ และคอยปราบเหล่าร้ายเพื่อพิทักษ์ความถูกต้องอันสมบูรณ์แบบ แต่กันดั้มเลือกที่จะฉีกขนบและปฏิวัติวงการด้วยการบุกเบิกแนวทาง "เรียลโรบอท"
ในโลกของกันดั้ม หุ่นยนต์รบถูกเรียกว่า "โมบิลสูท" (Mobile Suit) พวกมันเป็นเพียง "ยุทโธปกรณ์ทางทหาร" ที่มีวันพัง กระสุนหมด และต้องซ่อมบำรุง ไม่มีฝ่ายใดที่เป็นคนดีหรือคนเลวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวเอกไม่ใช่ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม แต่มักเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นธรรมดาที่ถูกไฟสงครามบังคับให้ต้องก้าวขึ้นไปขับหุ่น และเผชิญหน้ากับความบอบช้ำทางจิตใจจากการพรากชีวิตผู้อื่น นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กันดั้มก้าวข้ามความเป็นเพียงการ์ตูนเด็ก สู่การเป็นวรรณกรรมสงครามที่เข้มข้น

และหากเรากางหน้าประวัติศาสตร์ของสองยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Universal Century (UC) หรือ MSG ภาคปกติ (อามูโร่-ชาร์, และ กลุ่มภาคฮาซาเวย์ แฟลช) ซึ่งเป็นรากฐานอันคลาสสิก และ Cosmic Era (CE) จากภาค SEED (รวมถึง SEED Destiny, MSV, Stargazer, และ Freedom) ที่สะท้อนสังคมยุคใหม่ ออกมาดู เราจะพบว่าแกนกลางที่ขับเคลื่อนโศกนาฏกรรมและความหวังของทั้งสองจักรวาล ล้วนตั้งอยู่บนสามเสาหลัก นั่นคือ "มนุษย์" "ความศรัทธา" และ "กันดั้ม"
มนุษย์: ความอิจฉา วิวัฒนาการ และกรงขังแห่งความเกลียดชัง
จุดเริ่มต้นของสงครามในกันดั้ม มักเกิดจาก "ความไม่เข้าใจกัน" ของมนุษย์ที่ถูกแบ่งแยกด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น

ในยุค Universal Century (UC) กำแพงนั้นคือ "แรงโน้มถ่วง" มนุษย์โลก ผู้กุมอำนาจและมองผู้คนบนอวกาศเป็นเพียงแรงงาน นำไปสู่การลุกฮือของชาวสเปซนอยด์ (Spacenoids) ยุคนี้ยังนำเสนอแนวคิดเรื่อง "นิวไทป์" (Newtype) วิวัฒนาการของมนุษย์ที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ผู้คน "เข้าใจกันได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด" แต่โศกนาฏกรรมของมนุษย์คือการนำพลังแห่งความเข้าใจนี้ ไปใช้เป็น "อาวุธ" ในการเข่นฆ่ากันแทน ดังที่เราเห็นชะตากรรมอันน่าเศร้าของ ลาล่า ซูน ที่รับกระสุนเลเซอร์แทน ชาร์ อัสนาเบิล จากทางฝั่ง อามูโร่ เรย์ ใน UC0079 หรือแม้กระทั่งบทสรุปโศกนาถกรรมระหว่างอามูโร่ และ ชาร์ ใน Char's Counterattack

ตัดภาพมาที่ยุค Cosmic Era (CE) กำแพงที่แบ่งแยกมนุษย์กลับเป็น "พันธุกรรม" โลกถูกแบ่งแยกด้วยสายเลือดระหว่าง "เนเชอรัล" (Naturals - มนุษย์ปกติ) และ "โคออร์ดิเนเตอร์" (Coordinators - มนุษย์ดัดแปลงพันธุกรรม) ภาค SEED สะท้อนภาพความอิจฉาริษยาและความกลัวต่อสิ่งที่เหนือกว่า จนบานปลายกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มนุษย์ใน CE แสดงให้เห็นว่า แม้เราจะตัดแต่งยีนให้ฉลาดหรือแข็งแกร่งขึ้นได้ แต่เราไม่สามารถตัดแต่ง "ความเกลียดชัง" ออกจากใจมนุษย์ได้เลย
2. ความศรัทธา: แสงสว่างที่ปลายทาง หรือ อุดมการณ์ที่มืดบอด?
ในจักรวาลกันดั้ม ทุกคนต่างจับอาวุธขึ้นสู้ด้วย "ความศรัทธา" ของตนเอง แต่เมื่อศรัทธานั้นถูกผลักดันไปจนสุดขอบ มันมักกลายเป็นข้ออ้างของความรุนแรง


ในยุค UC เราเห็นความศรัทธาอันสุดโต่งของ ชาร์ อัสนาเบิ้ล (ในภาค Char's Counterattack) ผู้หมดศรัทธาในมนุษย์โลกที่เอาแต่สูบกินทรัพยากร เขาจึงตัดสินใจทิ้งอุกกาบาตแอกซิสลงบนโลก เพื่อบังคับให้มนุษย์อพยพสู่อวกาศ ชาร์เชื่อมั่นว่านี่คือ "การชำระล้าง" แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตคนนับล้านก็ตาม

ส่วนในยุค CE ความศรัทธาถูกบิดเบือนให้กลายเป็นลัทธิคลั่งชาติพันธุ์ กลุ่ม Blue Cosmos ของฝั่งเนเชอรัลมีสโลแกนที่น่าขนลุกว่า "เพื่อโลกที่สีน้ำเงินและบริสุทธิ์" ซึ่งเป็นข้ออ้างในการล้างเผ่าพันธุ์โคออร์ดิเนเตอร์ ในขณะเดียวกัน กิลเบิร์ต ดูแรนดัล ผู้นำของฝั่งอวกาศ ก็ศรัทธาใน "Destiny Plan" แผนการที่กำหนดหน้าที่และอนาคตของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดผ่านยีน เพื่อลบความขัดแย้งให้หมดไป... แต่สันติภาพที่แลกมาด้วยการขโมยเจตจำนงเสรีไปจากมนุษย์นั้น คือสันติภาพที่แท้จริงหรือ?
3. กันดั้ม: ปีศาจแห่งสงคราม หรือ กระจกสะท้อนหัวใจคน?
ท้ายที่สุด "กันดั้ม" ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจ แต่มันคือเครื่องมือที่สะท้อน "เจตจำนง" ของมนุษย์ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย

ในยุค UC: RX-78-2 ถูกเรียกขานว่า "ปีศาจสีขาว" ที่สร้างความหวาดกลัวให้กองทัพซีออน แต่ในจุดสูงสุดของยุค นู กันดั้ม (Nu Gundam) ของอามุโร่ ที่ไม่ใช่แค่ของตั้งโชว์ กลับแสดงให้เห็นถึงปาฏิหาริย์ที่เรียกว่า "Axis Shock" เมื่อระบบของกันดั้มได้ขยายสัญญาณ "แสงสว่างของจิตใจมนุษย์" ดึงดูดให้ทั้งมิตรและศัตรูละทิ้งอาวุธ มาร่วมกันผลักอุกกาบาตเพื่อปกป้องโลก กันดั้มในวินาทีนั้นไม่ใช่เครื่องจักรสังหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่มนุษย์มีร่วมกัน

ในยุค CE: ไมตี้ สไตรค์ ฟรีด้อมกันดั้ม (Mighty Strike Freedom Gundam) ของ คิระ ยามาโตะ ขับพร้อมคู่กับภรรยาอย่าง ลักษ์ ไคลน์ คือสัญลักษณ์ของการทำลายกรอบจำกัดของโชคชะตา คิระปฏิเสธที่จะเลือกข้างในสงครามที่ไร้เหตุผล เขาใช้สุดยอดอาวุธสงครามอย่าง Mighty Strike Freedom เพื่อปลดแอก (Free) ผู้คนจากห่วงโซ่แห่งความเกลียดชัง และต่อสู้เพื่อปกป้อง "อิสรภาพในการเลือก" ของมนุษย์
สรุปสุดท้าย
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งของชาวโลกและชาวอวกาศใน UC หรือสงครามสายเลือดใน CE "มนุษย์ ความศรัทธา และ กันดั้ม" ยังคงเป็นวงจรที่แยกจากกันไม่ขาด
กันดั้มสอนเราว่า เทคโนโลยีและอาวุธไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "ใจมนุษย์ที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจ" และในขณะเดียวกัน สิ่งที่งดงามที่สุดก็ยังคงเป็นมนุษย์ ที่กล้าจะเผชิญหน้ากับความผิดพลาด ยอมรับบาดแผลของกันและกัน และยังคงมุ่งหน้าต่อไป... ด้วยความศรัทธาว่าสักวันหนึ่ง เราจะสามารถเข้าถึง "แสงสว่าง" ที่ซ่อนอยู่ในใจของพวกเราทุกคนได้อย่างแท้จริง
Comments