อยากบอกเล่าเรื่องนี้สักพักแล้ว แต่ก็ไม่อยากสร้างดราม่า เพราะครั้งที่แล้วที่แชร์เรื่องนี้ผ่านการ comment โพสต์ public โพสต์หนึ่ง มีคนไม่พอใจอยู่พอสมควร

หลังจากอ่านหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant ไปสักพัก จุดประกายว่าเรื่องนี้น่าจะให้ข้อคิดกับคนทำงานได้อยู่บ้าง โดยเฉพาะในยุค AI Agent นี้

“Going places," means they are highly talented, ambitious, and destined for success.

ประโยคนี้เป็นคำชม หมายถึง คนๆนี้เก่งมาก ๆ จะไปได้ไกลแน่นอน

ประสบการณ์เปิดบริษัทมา 20 เต็ม เจอทั้งนักศึกษาจบใหม่ คนที่มาเจอกันในระดับ senior ประสบการณ์พอตัว หรือคนที่เรียนรู้เติบโตไปด้วยกัน รวมทั้งคนทำงานฝั่งลูกค้า ฝั่ง partner, vendor มีหลายๆ คนที่เราเห็นแล้วว่า going places แน่ๆ

เพราะอะไร?

  1. ใช้วิชาทำเกิน

หลายคนอาจจะเคยเห็นบทความเรื่อง “วิชาทำเกิน” ของพี่โจ้ ธนา ซึ่งก็มีประเด็นถกเถียงอยู่เหมือนกัน แต่เสียงส่วนใหญ่มักจะเห็นด้วย พี่โจ้บอกถึงการที่เราเป็น junior ประสบการณ์ยังไม่เยอะ ไม่เก่งมาก ไม่มี connection ให้ใช้ “วิชาทำเกิน” คืออาสาทำงานเพิ่ม งานที่ไม่ได้อยู่ใน JD เรา หรือแม้แต่งานที่ได้รับมอบหมายเราทำเสร็จแล้ว ให้ไปของานเพิ่ม

มีเรื่องหนึ่งยังจำได้ถึงทุกวันนี้ สมัยจบใหม่ๆ ทำงานเป็น multimedia designer ได้รับมอบหมายงานมาชิ้นหนึ่ง ใช้เวลาทำ 3 วันเสร็จ ส่งเมล์ไปแจ้งนาย สักพักนายฝรั่งเดินมาบอกทั้งทีมว่า คุณเบิ้ลทำงานชิ้นนี้เสร็จในสามวันแต่คนอื่นบอกอาทิตย์หนึ่ง หลังจากนั้นรุ่นพี่เพื่อนร่วมงานบอกว่า “ทำงานเสร็จเร็ว ดึงๆ ไว้หน่อย จะทำคนอื่นลำบาก งานจะเยอะขึ้น“ เพราะไม่ใช่ทุกคนหรอกที่อยากทำเกิน

ชัดสุดคือ เมื่อมีการถามหาอาสาสมัคร ใครจะช่วยดูแลงานนี้ที่อยู่ใน grey area ไม่มีเจ้าภาพชัดเจน ให้อาสาขอทำ คนที่ใช้ “วิชาทำเกิน” นี่แหละ บอกได้ว่า going places แน่ๆ

2.นำปัญหามาพร้อมทางออก

เพราะการทำงานคือการแก้ปัญหา บริษัทจ้างมาเพื่อให้คนทำงานแก้ปัญหาที่ธุรกิจมี ดังนั้นเมื่อมีปัญหา หัวหน้าไม่อยากแค่ฟังปัญหาแต่อยากรู้ว่ากับปัญหานี้อยากจะแก้อย่างไร และมีอะไรที่หัวหน้า support ได้เพื่อให้เราแก้ปัญหานั้นได้ เพราะหน้าหลักของหัวหน้าคือ ขจัดอุปสรรคให้คนทำงานแก้ปัญหาและทำงานได้ ไม่ใช่กลับมาถามว่า เจอปัญหานี้ แก้ไม่ได้ ขอไม่ทำ หรือทำไม่ได้

คนที่จะ “going places” จะหาทางทำให้ได้ถ้านั่นคือเป้าหมายที่องค์กรกำลังไป

  1. จัด Priority ได้ Multitasking เป็น

วงการอื่นเป็นอย่างไรไม่แน่ใจ แต่วงการที่ผมอยู่ต้องทำงานหลายๆ อย่าง ดูแลลูกค้าหลายๆ เจ้า พร้อมๆ กัน ดังนั้นสกิลในการจัดลำดับความสำคัญของงานจำเป็นมากๆ

ซึ่งไม่ใช่แค่ในบริบทของเนื้องานอย่างเดียว ยังเกี่ยวพันถึงการใช้ชีวิตด้วย ลองดูคนเก่งๆ ที่สามารถจัดลำดับความสำความสำคัญสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันได้ จัดเวลาเข้ายิม ทำงาน ประชุมลูกค้า ให้เวลาครอบครัว มันเกี่ยวเนี่องไปสู่ work-life flow ด้วย สังเกตุคนที่จัด flow ได้ จะไปได้ไกลกว่าคนที่มองหาแค่ work-life balance (เรื่องนี้คุยกันก็เป็นประเด็นได้อีกแหละ)

และเช่นกันเดียวกันความสามารถในการ multitasking ที่แม้จะมีบางกระแสบอกว่ามันไม่ใช่การทำงานที่ดีเพราะมันโฟกัสไม่ได้เต็มที แต่งาน day-to-day บางทีทักษะ multitask ก็สำคัญจริงๆ ยิ่งมี AI มาช่วยตอนนี้ยิ่งชัดใหญ่

  1. Fast learner และ อัพเดทตัวเองเรียนรู้ตลอดเวลา

เป็นอีกข้อที่มักมีคำถาม จะให้เรียนรู้อะไรอีก งานประจำก็เยอะอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่จะ “going places” เค้าต้องพัฒนาตัวเองเพื่อให้เก่งขึ้น รู้เยอะขึ้น ใช้เครื่องมือให้คล่อง ยิ่งถ้าเรียนรู้ไวด้วย ยิ่งได้เปรียบใหญ่ ทั้งในเนื้องานและเรียนรู้ทักษะใหม่เสริมขึ้นไปด้วย

ผมทำเทรนนิ่งมาพอสมควร โดยเฉพาะ in-house ยิ่งถ้าสอนจำนวนคนไม่เยอะมากจะยิ่งมองออกเด่นชัดเลย มีกลุ่มที่ปล่อย vibe ว่าโดนบังคับให้มาเรียน ทั้งสีหน้าแววตาแสดงออกมาหมด งานก็เยอะอยู่แล้วยังต้องมานั่งเทรนอีก กับกลุ่มที่ตั้งใจ อยากรู้อยากเรียน กลับไปข้อ 3 จัด priority ได้ งานไหนรอได้ รอก่อนกำลังเทรน งานไหนจำเป็นต้องออกไปทำ ก็รีบจัดการรีบกลับมาเรียน ไม่มาบ่นแบบกลุ่มแรก

  1. เป็นลูกรัก

คนที่เป็นลูกรัก มักอธิบายคนที่ดูจะเป็นคนโปรดของเจ้านาย ทำอะไรก็ไม่ผิด คนที่ประจบประแจง คนที่เจ้านายรักออกหน้าออกตา

อยากเล่าเรื่อง "The Untouchable Frenchman" Eric Cantona นักบอลชาวฝรั่งเศษที่เล่นให้กับ Manchester United ในช่วงปี 90 ผู้ที่เป็นกองหน้าที่ดังและเก่งมาก ๆ ถูกเรียกว่าศิลปินลูกหนังเพราะความติสของพี่แก

Man U ช่วงนั้นยังคงคุมทีมโดย Sir Alex Ferguson (ตอนนั้นยังไม่ได้ยศท่านเซอร์เลย) ซึ่ง Fergie คนนี้เป็นผู้จัดการทีมที่ดุมากๆ จนได้ฉายาว่า The Hair Dryer เพราะทุกครั้งที่แกด่าลูกทีม แกจะตะโกนใส่หน้าเปรียบเหมือนโดนไดร์เป่าผมเป่าอัดใส่หน้า

ใครเล่นไม่ดี ฟอร์มตกโดน แกด่ากระจาย ขนาดเก่งและดังกว่า Cantona อย่าง David Beckham ยังโดนเขวี้ยงรองเท้าใส่จนคิวแตกมาแล้ว (ภายหลังแกเปิดเผยว่าไม่ได้ตั้งใจ)

แต่กับ Cantona กลับไม่เคยโดนแกด่าเลย ไม่ว่าจะเกเรขนาดไหน ถึงขั้นเคยโดนแบบ 9 เดือนเต็มจากกระโดดถีบแฟนบอลฝั่งตรงข้ามกับเหตุการณ์ The Kungfu Kick อันลือลั่น

เพราะอะไร Cantona ถึงเป็นคนเดี๋ยวที่ไม่เคยโดย Fergie ด่า ?

เพราะเมื่อถึงเวลาทีมต้องการชัยชนะ ต้องการประตู เกมส์คับขัน เวลากำลังจะหมด เกือบจะแพ้ ไม่อยากเสมอ Cantona เป็นคนที่ Fergie ฝากความหวังได้เสมอ เค้าจะยิงประตูสำคัญ ๆ ลงเล่นในเกมส์ใหญ่และเกมส์ที่กดดันสูงได้ดี เมื่อไหร่ที่ทีมหรือ Fergie ต้องการใครสักคนที่จะต้องเปลี่ยนเกมส์ จากที่เหมือนจะแพ้หรือแค่เสมอ กลับกลายมาเป็นผู้ชนะได้ทุกครั้ง

กลับมาโลกคนทำงาน คำว่าลูกรัคนกคือที่เจ้านายไว้ใจ คนที่อาสาทำงานยาก ๆ คนที่เข้าไปแก้ปัญหาได้ คนที่เจ้านายรู้ว่าถ้าฝากงานแล้ว งานจะเสร็จ ไม่มีปัญหา คนที่ยกมือรับงานแม้งานนั้นมันยาก ไม่มีเจ้าภาพ หรือไม่มีคนทำ คนที่ช่วยเจ้านายได้มหาศาล

  1. สุดท้ายคือคนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ได้ดี

ยิ่งในยุค AI Agent นี้ คนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ได้ดีจะยิ่งเด่นกว่าเพื่อน เอาง่ายๆ งานที่ต้องทำเป็นทีม คนที่สามารถเข้ากับคนอื่นได้ดี ซึ่งเรื่องนี้มันบังคับและสอนกันไม่ได้ เจ้านายไม่สามารถส่งเราเข้าไปแล้วบอกว่า ”เอ้าาา ทุกคน คนนี้เป็น senior คนใหม่ ทุกคนเข้ากับพี่เค้าให้ได้นะ“ คนๆ นั้นต้องทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับเอง ยิ่งตำแหน่ง manager ยิ่งจำเป็น จะมาบอกว่า คนอื่นไม่เข้าหามันไม่ได้ บางคนเจอมาคือทำงานเก่งมากๆ นะ แต่เพื่อนร่วมทีมไม่เอาเลย พยายามช่วยอยู่หลายๆ ทางแต่ไม่สามารถจริงๆ

รวมถึงความสามารถในการสร้างสัมพันธ์และ manage กับคนอื่นๆ เพื่อให้ได้งาน คงบรรยากาศที่ดีในการทำงานไว้ ไม่ toxic เน้นงานไม่เน้นดราม่า

ไปจนถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์ คิดแบบมีกลยุทธ์ การเข้าใจคน การเจรจาต่อรอง เหล่านี้ล้วนเป็น soft skill ทำจำเป็นสำหรับคนเก่ง และมันยิ่งสำคัญในยุค AI Agent นี้ขึ้นไปอีก

ที่สำคัญเวลามี HR หรือผู้บริหารบริษัทอื่นๆ มาขอเช็ค background คนที่ “going places” นี่จะได้รับ recommendations ดีๆ ไปเพียบแน่ๆ รับรองได้เลย

ดังนั้นสำหรับคนที่อยาก “going places” แนะนำ 6 ข้อนี้ไว้ครับ ส่วนคนที่แค่อยากดูแลงานที่ได้รับมอบหมายทำให้เสร็จก็พอ คุณก็ไม่ผิด ตราบใดที่ยังเป็นที่ต้องการขององค์กรและวงการ แต่ถ้าจะไปได้ไกล อย่างไรเรื่องเหล่านี้ก็จำเป็นมากๆ ครับ