ได้พูดคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่ลาออกมาเปิดบริษัทเอง หลังจากงาน freelance เยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากวันที่ออกมาถึงวันนี้ประมาณ 4 ปีแล้ว
น้องมาปรึกษาว่า จะทำอย่างไรดี มีเรื่องที่ไม่รู้และต้องทำเองเยอะเลย แล้วหลายเรื่องไม่รู้จะรับมืออย่างไร หรือเริ่มตรงไหนด้วย ทุกอย่างวิ่งมาหาเจ้าตัวหมดเลย มีแต่ปัญหาที่ต้องจัดการแก้ไขเต็มไปหมด
เลยให้ความเห็นน้องไปว่า มีปัญหาก็ดีแล้ว แสดงว่าธุรกิจยังไปได้ มีเรื่องให้แก้ให้ปรับทุกวัน ดีกว่าเปิดบริษัทแล้วไม่มีงาน อันนั้นเครียดกว่าเยอะ
น้องเลยถามว่า แล้วเวลาเจอปัญหาที่ไม่รู้จะแก้อย่างไร ต้องทำยังไงดี
เลยแนะนำเพิ่มเติมไปว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าทุกปัญหาทุกเรื่องที่ไม่มีใครทำได้หรือไม่มีใครทำ มันจะมา “สุดที่เรา”
เรื่อง operation day-to-day เรามีทีมช่วยทำได้ แต่ถ้าเมื่อไรมีเรื่องที่เกินความรับผิดชอบและความสามารถของทีม มันจะมา “สุดที่เรา”
ไม่มีเหนือไปกว่าเราแล้ว ปรับ mindset และรับให้ได้ เราหนีปัญหาไม่ได้ มัน “สุดที่เรา”
อย่าไปหวังว่าจะมีคนแก้ให้ ทุกอย่างเราต้องแก้เอง ถ้ายังยอมรับว่า “มันสุดที่เรา” ไม่ได้ เราอาจจะไม่เหมาะเป็นผู้ประกอบการ
แล้วมีวิธีไหนบ้างที่เราจะรู้เพิ่ม และอัพสกิลตัวเองเพื่อึแก้ปัญหาหรือจัดการเรื่องที่เรายังไม่รู้ได้?
ถามจากคนที่เคยผ่านมา ชวนไปดื่มกาแฟ นัดทานข้าว เชื่อเถอะว่าหลายๆ ท่านที่เคยผ่านประสบการณ์มา ถ้ามีคนมาถาม ขอคำปรึกษา ถ้าไม่กินเวลาเยอะเกินไป พี่ๆ เพื่อนๆ หลายๆ ท่านใจดีและยินดีแนะนำเป็นอย่างมาก
จ้างที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์รูปแบบธุรกิจเดียวหรือใกล้เคียงกับเรา ให้มาแนะนำ วางแนวทาง และสอนเราไปด้วย
ลงคอร์สเรียน จะเป็นออนไลน์หรือ on-site ก็ได้ เช่นเดียวกัน หาคอร์สที่คนสอนเคยทำมาเองจริงเพราะเราจะได้เรียนจากประสบการณ์จริงไม่ใช่แค่ทฤษฎี
จ้างคนที่มีประสบการณ์มาร่วมทีมเพื่อช่วยเรา แต่วิธีนี้ไม่ง่าย ยิ่งถ้าอยากได้คนเก่งๆ ผ่านงานจริงมา ค่าตัวจะสูงและถ้าบริษัทเรายังไม่ใหญ่พอ คนสเกลนี้ไม่อยากเสี่ยงมาร่วมงานกับเรา
ด้วยบรรยากาศเศรษฐกิจแบบนี้ บวกกับปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้อีกมามาย สงคราม สภาวะตลาด demand ของลูกค้า พฤติกรรมผู้บริโภค ส่งพลังใจให้ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รู้ตัวว่า ทุกอย่างนั้น
“สุดที่เรา”

Comments