แรกเริ่มนั้นทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปต่างสนับสนุนให้รัฐบาลบัชชารดำรงอยู่เพื่อปกครองซีเรียต่อไป แต่พวกเขาต้องการให้บัชชารปฏิรูประบอบการปกครองจากโครงสร้างภายในประเทศเอง แต่หลังจากที่บัชชารยืนกรานว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยผลประโยชน์ทางอำนาจที่มีอิทธิพลอยู่ในภูมิภาค (และยังได้รับการสนับสนุนหลักจากประเทศอิหร่านและเลบานอน เป็นต้น) มหาอำนาจตะวันตกจึงเข้าใจว่ารัฐบาลซีเรียคงไม่มีวันเปลี่ยนนโยบายใด ๆ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
สหรัฐอเมริกาจึงใช้เวลา 8 เดือน ก่อนจะมีการเคลื่อนไหวใด ๆ เพื่อค้นหาฝ่ายต่อต้านที่เป็นกองกำลังต่อสู้เพื่อจัดการกับรัฐบาลซีเรีย (หลังจากเหตุการณ์กองทัพของฝ่ายรัฐบาลบัชชารทำการสังหารประชาชนในประเทศตนเองซึ่งมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากมาย)
แต่ที่น่าแปลกใจคือกองกำลังหลักในซีเรียที่เป็นฝ่ายกบฎ ซึ่งเป็นฝ่ายอิสลามิสต์ที่มีหน้าฉากต่อต้านและทำการต่อสู่กับฝ่ายรัฐบาลบัชชารนั้น กองกำลังเหล่านี้ยังคอยกวาดล้างฝ่ายอิสลามิสต์ที่มาจากกลุ่มอิควานฯ (ภราดรมุสลิม) ที่ต่อต้านกับรัฐบาลบัชชารเช่นกัน อีกทั้งยังสังหารทุกฝ่ายที่มีแนวคิดโน้มเอียงไปทางฝ่ายซ้ายที่ไม่นิยมชมชอบกับรัฐบาลอเมริกาอีกด้วย
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้เวลา 8 เดือน เพื่อค้นหากลุ่มคนที่ตนสามารถรับมือได้ ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ (ไม่ได้ระบุว่าเป็นกลุ่มไหน) มีผลประโยชน์ใหญ่หลวงเพื่อที่จะให้ซีเรียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา และพวกเขาก็เป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนการเติมไฟแห่งการแตกแยกระหว่างซุนนีและชีอะฮ์ให้มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในภูมิภาค
การเกริ่นนำด้วยเรื่องนี้ที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์และท่าทีของมหาอำนาจตะวันตกที่มีต่อรัฐบาลซีเรีย เป็นเพียงการชี้ให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตกในภูมิภาคนี้ และแผนการเหล่านี้ก็ได้รับการดำเนินต่อไป
ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องซีเรีย เราต้องกลับไปศึกษาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด ตั้งแต่ก่อนเกิดกระแสการลุกฮือของประชาชนในภูมิภาคอาหรับ หรือจนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า อาหรับสปริง ซึ่งปรากฎการณ์อาหรับสปริงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญซะทีเดียว เช่นเหตุการณ์ในอียิปต์ เอกสารที่พบจากเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเขียนไว้ในปี 2008 ที่กล่าวถึงเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่ผ่านการฝึกอบรม (โดยอดีตนายทหารชาวอเมริกันที่ "เคย" ทำงานรับใช้ให้ทั้งกับกองทัพและซีไอเอแต่ได้ถอนตัวไปแล้ว) ในการใช้โซเชี่ยลมิเดียเพื่อโค่นล้มการปกครองของประธานาธิบดีมุบาร็อกแห่งอียิปต์ ที่ระบุวันเดือนปีว่าต้องบรรลุผลสำเร็จภายในเดือนกันยายน ปี 2011
ต้องเข้าใจก่อนว่าเอกสารนี้ถูกเขียนขึ้นในปี 2008 และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาก็รับทราบเรื่องนี้ และไม่ใช่เพียงเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาที่ทราบเรื่องนี้ แต่ประธานาธิบดีมุบาร็อกเองก็ทราบเรื่องนี้เช่นกัน เพราะเยาวชนกลุ่มนี้ถูกจับกุมทันที่ที่เมืองไคโร หลังจากที่พวกเขาได้เดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกากลับมายังประเทศอียิปต์
ดังนั้นจึงต้องเข้าใจว่าการล่มสลายการปกครองของรัฐบาลมุบาร็อกในประเทศอียิปต์ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจซะทีเดียวสำหรับคนบางคน และไม่ใช่แค่ในอียิปต์เท่านั้น ในตูนีเซียก็เช่นกัน ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการให้เข้าใจจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงว่า การลุกฮือของประชาชนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคไม่ได้เกิดจากพลังของประชาชนภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการสนับสนุนและแรงผลักดันมาจากปัจจัยภายนอกด้วยเช่นกัน
เครื่องมือที่เรียกว่า ประชาธิปไตย จึงถูกนำมาใช้ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ไม่ใช่ในสถานะของโครงสร้างทางการเมือง เพราะบางทีเราก็ถูกเบี่ยงประเด็นด้วยวาทกรรมที่มุ่งเน้นไปยังโครงสร้างทางการเมืองที่มักกล่าวถึงประชาธิปไตย เสรีภาพ และความยุติธรรม
แต่ถ้าเราย้อนกลับไปศึกษาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป และนโยบายของพวกเขาที่ต้องการ เปลี่ยนแปลงภูมิภาคให้มาเป็นประชาธิปไตย (democratization) นั้นไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาต้องการระบอบประชาธิปไตยมากกว่าระบอบเผด็จการ แต่พวกเขาพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายตราบเท่าที่ผลประโยชน์ของพวกเขายังคงได้รับการรักษา
จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นว่า แม้บางประเทศที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยสักเท่าไหร่แต่กลับได้รับการปกป้องคุ้มครองจากมหาอำนาจตะวันตก ขณะที่บางประเทศอาจจะไม่ได้รับการปกป้อง
เราจึงต้องกลับมาทบทวนสถานการณ์ในภูมิภาคใหม่เมื่อการก่อการร้าย ทรัพยากรน้ำมัน และการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่มหาอำนาจตะวันตกได้รับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้ ได้เกิดตัวละครใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นถึง 7-8 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี เกิดกลุ่มประเทศพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีชื่อย่อว่า BRICS ประกอบไปด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ และก็มีกลุ่มเศรษฐกิจ MINT ที่มีตุรกีและอินโดนีเซียเป็นสมาชิกร่วมอยู่ด้วย
ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองที่พยายามเปลี่ยนอำนาจทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตให้เป็นอำนาจการเมืองทางภูมิภาค เป็นการปรากฏตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ที่โน้มเอียงไปทางฝั่งตะวันออกมากกว่า ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่า ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงอยู่ในระบอบฉ้อฉลหรือเผด็จการ จะจัดการรับมือกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจากฝั่งตะวันออกได้สะดวกกว่าฝั่งตะวันตกมาก เพราะทั้งจีนและรัสเซียพวกเขาไม่สนใจหรอกว่าประเทศในภูมิภาคนี้จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่
ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แก่การกล่าวถึงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้คือ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ขณะที่เราทราบแล้วว่าในอนาคตอันใกล้นี้ที่กลุ่มพันธมิตรทางการเมืองที่พยายามเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจที่กำลังมุ่งไปยังโลกตะวันออก แน่นอนว่าถ้าเกิดขึ้นแล้ว มันจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับอิสราเอล เพราะว่าประเทศรัสเซีย จีน และอินเดีย ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอิสราเอลเหมือนกับที่ประเทศสหรัฐอเมริกามี แน่นอนว่าพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ตรงนี้จะเป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบมหาศาลให้กับการอยู่รอดของรัฐอิสราเอล
กลับมาที่ซีเรีย จากวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นในประเทศลิเบีย ที่มีการบังคับใช้มาตรการเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าลิเบีย (No Fly Zone) ในปี 2011 เพื่อป้องกันมิให้กองกำลังฝ่ายรัฐบาลซึ่งภักดีต่อกัดดาฟี ใช้ยุทโธปกรณ์ทางอากาศโจมตีฝ่ายกบฏ ซึ่งมาตรการแบบนี้ไม่เคยถูกยอมรับใช้ในเขตกาซ่า ทั้ง ๆ ที่มีกองทัพและยุทโธปกรณ์ทางอากาศของอิสราเอลที่คอยโจมตีพลเมืองชาวปาเลสไตน์อยู่ตลอด อาจจะเป็นเพราะว่า
- นั่นคือรัฐอิสราเอล
- กาซ่าไม่ได้มีทรัพยากรเหมือนที่ลิเบียมี
ถึงแม้(ข้ออ้างทาง)นโยบายที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองทั้งในลิเบีย อิรัก หรือแม้แต่อัฟกานิสถาน จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่ในความเป็นจริง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอเมริกันที่ได้รับจากประเทศเหล่านี้แทบจะได้รับการรักษาไว้ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม จากการตกลงปลงใจของสหประชาชาติที่มีต่อวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นในประเทศลิเบีย หลายคนอาจมองว่ามาตรการนี้จะได้รับการดำเนินเช่นเดียวกันกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในซีเรีย แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น วิกฤติที่เกิดขึ้นในซีเรียอาจจะเป็นการตกลงปลงใจของประเทศมหาอำนาจระหว่างฝ่ายสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ที่ยอมรับว่าจะเป็นการดีกว่าที่เราจะไม่ตกลงปลงใจเร็วเกินไปกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในซีเรีย จึงไม่ต้องแปลกใจกับสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายในตอนนี้ เพราะพวกเขา เห็นด้วยที่จะไม่เห็นด้วย เท่านั้น เป็นความลงตัวทางอ้อมที่จะไปขัดแย้งกันที่นั่น
ดังนั้นการมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางจึงจำเป็นต้องมองให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่เพียงวาระโครงสร้างทางการเมือง แต่ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นยังเป็นเรื่องของภูมิภาค พื้นที่ทางยุทธศาสตร์ วาระนานาชาติ ผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติ และอีกหลาย ๆ อย่างแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะฮฺ และศูนย์กลางอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วยเช่นกัน
สรุปและเรียบเรียงโดย: Sh.Budhavajana
เผยแพร่ครั้งแรก: October 6, 2015
ปล. แหล่งอ้างอิงจากข้อมูลบางส่วนของบทความข้างต้นนี้ เป็นบทวิเคราะห์ที่สรุปมาเฉพาะเรื่องซีเรียเพียงเท่านั้น (จริง ๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง) ซึ่ง Prof. Tariq Ramadan ได้พูดไว้ที่ Northwestern University ในเดือนกันยายน ปี 2012 (3 ปีก่อนเผยแพร่บทความ) ก่อนจะเกิดรัฐประหารในประเทศอียิปต์ และก่อนที่จะเกิดการปรากฎตัวอย่างโจ่งแจ้งของ ISIS จึงจะเห็นว่าตัวละครอย่าง ISIS ไม่ได้ปรากฎในบทวิเคราะห์นี้ แต่ถ้าศึกษาลงไปลึก ๆ และสังเกตดูดี ๆ แล้ว จะเดาได้ไม่ยากเลยว่า ฝ่ายใดบ้างที่ได้รับประโยชน์จากการบ่มเพาะและล่อเลี้ยงให้เกิดการปรากฎตัวของ ISIS และฝ่ายใดบ้างที่ได้รับผลประโยชน์จากโศกนาฏกรรมและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในภูมิภาคนี้ วัลลอฮุอะอฺลัม
Reference: “Islam and the Arab Awakening: A Discussion with Tariq Ramadan.” Discussion featuring Tariq Ramadan, Jonathan Caverley, Rachel Riedl, Storer Rowley, and Hendrik Spruyt. YouTube, uploaded by Roberta Buffett Institute for Global Affairs, 12 Mar. 2015.

Comments