ผู้เข้าร่วมได้ถามคำถามหนึ่งที่น่าสนใจในงานบรรยายของ ศ.ดร.ฏอริก รอมฎอน ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ในหัวข้อ “ระหว่างชาตินิยมและโลกาภิวัตน์ : ความท้าทายของอิสลามในตะวันตก” (Between Nationalism and Globalization: The Challenge for Islam in the West) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 2017
คำถามได้กล่าวถึงความกระอักกระอ่วนใจของชาวมุสลิมที่อุทิศตนเข้าไปทำงานให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมีเจตจำนงเพื่อต้องการช่วยเหลือ “อุมมะฮ์” (ประชาชาติอิสลามในประชาคมโลก) ให้มีสถานภาพที่ดียิ่งขึ้น แม้ว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมในสนามการเมืองนั้นอาจหมายถึงการที่เขาต้องประนีประนอมต่อหลักจริยศาสตร์ของตัวเอง หรือในท้ายที่สุดเขาจะถูกมองว่ามีส่วนรู้เห็นกับระบบที่อธรรมและกดขี่ข่มเหงชาวมุสลิมทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ในการตอบคำถามนี้ ศ.ดร.ฏอริก รอมฎอน ได้พาเราเข้าไปสำรวจถึงข้อพิจารณาทางจริยธรรมที่ซับซ้อน เมื่อบุคคลหนึ่งต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในลักษณะนี้
[ #ข้อผูกมัดทางจริยธรรม ]
ศ.รอมฎอน ได้แสดงความชื่นชมสำหรับข้อกังวลดังกล่าว และตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในฐานะเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก และชี้แนะเชิงให้ระมัดระวังว่า การที่เราไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในสนามทางการเมือง (รวมถึงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ) อย่างสิ้นเชิงนั้นจะเป็นการปล่อยให้สนามการเมืองเต็มไปด้วยผู้เล่นและตัวแสดงที่ฉ้อฉลโดยปริยาย ถึงกระนั้นเราก็ต้องสนับสนุนแนวทางที่สมดุล ซึ่งเป็นแนวทางที่ผสานหลักการทางจริยธรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ให้เข้ากับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในพื้นที่เหล่านี้เพื่อนำพาสังคมไปสู่ความยุติธรรมและการไม่แบ่งแยก
[ #รากฐานจรรยาบรรณในวิชาชีพ ]
เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านจริยธรรมที่เกิดจากการทำงานในรัฐบาล ศ.รอมฎอน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญขององค์ประกอบบางประการ เมื่อพูดถึงความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่ง (Sense of Belonging) และการมีส่วนร่วม (Engagement) กับประเทศที่เราอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือประเทศใดๆ ก็ตาม ท่านเน้นย้ำว่าการทำงานในระดับต่างๆ ภายในรัฐบาลและความรู้สึกว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมนั้นจำเป็นต้องได้รับประโยชน์จากชุดจริยศาสตร์ของเรา
ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานสามประการที่ใช้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพิเคราะห์พิจารณา ได้แก่ ความสามารถ (Competency) ความซื่อสัตย์สุจริต (Integrity) และความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ (Accountability) ซึ่งแท้จริงแล้วหลักการดังกล่าวนี้จะช่วยรับประกันความประพฤติด้านจริยธรรมและสามารถนำไปใช้ในทุกพื้นที่ของชีวิตการทำงาน ไม่เว้นเฉพาะในสนามการเมืองเท่านั้น พร้อมเน้นย้ำว่าหลักการเหล่านี้นั้นข้ามพรมแดนทางศาสนา และผู้ที่ได้รับมอบหมายควรทำหน้าที่นี้ในฐานะเข็มทิศนำทางที่จะต้องสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่คนทุกคน
[ #ความสามารถ ]
คุณสมบัติประการแรกและสำคัญที่สุดที่ ศ.รอมฎอน กล่าวถึงคือ ความสามารถ (Competency) ท่านยกคำกล่าวหนึ่งของท่านนบีมุฮัมมัด (ﷺ) ความว่า:
إِنّ اللَّهَ يُحِبّ إِذَا عَمِلَ أَحَدُكُمْ عَمَلاً أَنْ يُتْقِنَهُ “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักผู้ที่เมื่อเขาปฏิบัติกิจกรรมหนึ่ง เขาได้กระทำมันอย่างชำนาญการ” [อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีฮะฮฺ 1113]
ซึ่งหมายความว่าเมื่อเรามีส่วนร่วมในการงานหรือวิชาชีพใดๆ เราควรมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ ยิ่งเมื่อทำงานภายในรัฐบาล ความสามารถจะกลายเป็นคุณลักษณะที่จำเป็น หากจะกล่าวว่าทักษะ ความรู้ และความสามารถในการปฏิบัติตามหน้าที่รับผิดชอบของตนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก็จะถือว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้เป็นถ้อยคำที่กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
[ #ความซื่อสัตย์สุจริต ]
ความซื่อสัตย์ (Integrity) เป็นหลักการสำคัญประการที่สอง เพื่อให้มีจริยธรรมในทุกการงานของเรา สิ่งสำคัญคือการรักษาความซื่อสัตย์สุจริตและความเที่ยงธรรม การยึดมั่นในหลักศีลธรรมนี้ควรเป็นแสงสว่างนำทางแก่เราทุกคนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการรับใช้ประชาชน เมื่อเราเข้าไปทำงานในรัฐสถาหรือสถาบันสาธารณะใดๆ การกระทำของเราควรมีรากฐานมาจากความซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการตัดสินใจของเรานั้นได้รับการดำเนินการในลักษณะที่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรม
[ #พร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ]
องค์ประกอบสำคัญประการที่สามคือ ความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ (Accountability) ความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและการรับผิดชอบต่อการกระทำของตนนั้นเป็นส่วนสำคัญของพฤติกรรมที่มีจริยธรรม เมื่อเราปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะภายใต้รัฐบาลหรือในสถานะใดๆ เราควรพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของเรา ซึ่งความรับผิดชอบตรงนี้จะส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือ ทำให้มั่นใจได้ว่าเราสามารถเป็นที่พึ่งพาในการปฏิบัติตามพันธกิจและดำเนินการเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน
ศ.รอมฎอน กล่าวว่า องค์ประกอบทั้งสามประการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามใดๆ รวมถึงการเลือกตั้งและการลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร ท่านเรียกร้องให้เราไม่เลือกบนพื้นฐานว่าผู้สมัครนั้นเป็นมุสลิมเพียงเท่านั้น แต่ให้ประเมินถึงความสามารถ ความซื่อสัตย์ และความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบของผู้สมัครร่วมด้วย
เพราะการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นมุสลิมนั้นไม่ได้รับประกันว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติทั้งหมดนี้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากบุคคลแต่ละคนนั้นก็มีระดับของความสามารถ ความซื่อสัตย์ และความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบแตกต่างกันไป โดยไม่คำนึงว่าพวกเขาจะมีความเชื่อหรือนับถือศาสนาใด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญผ่านคุณสมบัติพื้นฐานเหล่านี้เพื่อคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะ เพื่อสร้างระบบการปกครองที่มีธรรมาภิบาลและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกทุกคนในสังคม
[ #การรับใช้เพื่อนมนุษย์เป็นลำดับสำคัญ ]
จากคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด (ﷺ) ศ.รอมฎอน เน้นย้ำถึงหลักการที่ว่า หนึ่งในผู้ที่ดีที่สุดในการเป็นแบบอย่างของผู้ศรัทธา คือผู้ที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่มนุษยชาติทั้งมวล ดังคำกล่าวของท่านนบีมุฮัมมัด (ﷺ) ความว่า:
خَيْرُ النَّاسِ أَنْفَعُهُمْ لِلنَّاسِ "มนุษย์ที่ดีที่สุดคือผู้ที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่เพื่อนมนุษย์" [ฮะซัน อัด-ดาเราะกุฏนียฺ]
คำสั่งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ไม่จำกัดเฉพาะการสร้างประโยชน์หรือการรับใช้ภายในชุมชนมุสลิมเท่านั้น แต่ขยายความครอบคลุมไปยังเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดผ่านการทำงานที่สอดคล้องกับคุณค่าทางจริยธรรมของอิสลาม บุคคลนั้นจะต้องมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสร้างประโยชน์เชิงบวกแก่สังคม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการกระทำของเขาได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกคน และไม่ไปละเมิดต่อเกียรติศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้อื่น
[ #ความท้าทายด้านจริยธรรมและที่ทางในการประนีประนอม ]
ศ.รอมฎอน ตระหนักถึงความท้าทายทางจริยธรรมในระบบของรัฐบาลและการประนีประนอมที่บุคคลหนึ่งอาจเผชิญ พร้อมส่งเสริมให้ชาวมุสลิมที่ทำงานในสภาพแวดล้อมดังกล่าวมีส่วนร่วมในการทบทวนตนเองอย่างมีวิจารณญาณ จำเป็นต้องประเมินการมีส่วนร่วมของตนอย่างต่อเนื่องให้สัมพันธ์กับหลักแห่งความยุติธรรม เกียรติศักดิ์ศรี และประโยชน์ส่วนรวม
ขณะเดียวกัน ศ.รอมฎอน ก็ตระหนักถึงความซับซ้อนของชีวิตและสภาพความเป็นจริงของโลกใบนี้ที่มันไม่ได้แบ่งเป็นสีขาว-สีดำชัดเจน ศ.รอมฎอน สนับสนุนแนวทางที่มีดุลยภาพเพื่อแสวงหาความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่สามารถสร้างอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
ในทางนิติศาสตร์อิสลามเรามีปรัชญาหนึ่งที่เรียกว่า “ฟิกฮฺ อัล-เอาลาวียาต” หมายถึงการชั่งน้ำหนักและจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้บุคคลหนึ่งสามารถแยกแยะได้ว่าความพยายามของเขาสามารถสร้างผลกระทบที่สำคัญที่สุด ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงสามารถยึดมั่นในหลักจริยศาสตร์ของตนได้อย่างเหนียวแน่น ดังคำกล่าวจากอัลกุรอานความว่า:
وَأَقِيمُوا الْوَزْنَ بِالْقِسْطِ ولا تُخْسِرُوا الْمِيزَانَ "และจงธำรงไว้ซึ่งการชั่งน้ำหนักด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าทำให้บกพร่องในความสมดุล" [อัลกุรอาน 55:9]
พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสมดุลด้วยความเที่ยงธรรมในทุกมิติของชีวิต เมื่อใดที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาล มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับการตัดสินใจและนโยบายที่เราไม่เห็นชอบ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การทำงานของรัฐบาล ผลผลิตทางจริยธรรมที่เราป้อนเข้าไปนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราต้องประเมินว่าการมีส่วนร่วมของเราสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมในเชิงบวกหรือไม่ บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องเลือกที่จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมบางอย่าง หรือเห็นชอบกับบางมติ ด้วยการรู้สำนึกว่าการมีส่วนร่วมของเราได้สะท้อนถึงแนวทางบางอย่างที่ไปขัดต่อหลักมนุษยธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นกระบวนการตัดสินใจจึงต้องได้รับการขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาและพิทักษ์คุณค่าทางจริยธรรมพร้อมกันไปด้วย
[ #ทางออกแบบไม่ยุ่งการเมือง ]
ศ.รอมฎอน ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าเราควรละเว้นจากการเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ ในสนามทางการเมืองเพียงเพราะการเมืองโดยธรรมชาติแล้วเป็นพื้นที่สีเทาที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ในความเป็นจริง ท่านให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องมีบุคคลที่มีมโนธรรมอยู่ในรัฐบาลเพื่อต่อต้านการทุจริต และคอยทำการตรวจสอบเพื่อขับเคลื่อนให้ระบบการเมืองการปกครองในประเทศนั้นมีความยุติธรรมมากขึ้น
การละเว้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นหมายความว่า เราปัดความรับผิดชอบของตนเองและปล่อยให้ระบอบการเมืองในประเทศนั้นเสียหายจากการทุจริตต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะต้องตัดสินใจว่าพวกเขาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในสาขาวิชาชีพของตนอย่างไรในฐานะพลเมืองของประเทศโดยที่ยังคงรักษาจุดยืนทางจริยศาสตร์ของตนไว้ได้
ดังที่ ศ.รอมฎอน ได้กล่าวในช่วงตอนหนึ่งว่า “หากสถานภาพการเป็นพลเมืองของคุณทำให้คุณต้องทำสิ่งที่ขัดกับคุณค่าทางจริยธรรมของตนเองแล้ว คุณอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย!”
ศ.รอมฎอน จึงเชื้อเชิญให้เราไตร่ตรองถึงนัยทางจริยธรรมของการมีส่วนร่วมในตำแหน่งทางการเมือง ท่านเรียกร้องให้แต่ละคนตั้งคำถามตนเองด้วยคำถามพื้นฐานสำคัญ อาทิ หากบทบาทของเขาในรัฐบาลหรือในรัฐสภามีส่วนใดๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติที่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะต้องทบทวนการเข้าไปมีส่วนร่วมของตนเองใหม่
ศ.รอมฎอน เน้นย้ำถึงคำแนะนำของบางกระแสความคิดที่เรียกร้องไม่ให้เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นการเมือง การทหาร การเงิน หรือพื้นที่ที่เป็นประเด็นถกเถียงอื่นๆ ในสังคมมุสลิม ท่านได้ตั้งคำถามในทางปฏิบัติจริงของกระแสความคิดดังกล่าวว่า หากทุกสิ่งทุกอย่างถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ไปหมด มุสลิมในประเทศคงจะเหลือทางเลือกในการเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของสังคมที่จำกัด และความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ท่านจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นของผู้ที่มีจริยธรรมในการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างคณูปการในแต่ละสาขาวิชาชีพ ซึ่งจะกระทำเช่นนั้นได้ พวกเขาต้องรักษาหลักการของความยุติธรรมและความซื่อสัตย์ให้จงได้
[ #ทบทวนเจตนาและระวังการผุกร่อนทางศีลธรรม ]
ท่านยอมรับว่าเพียงบุคคลหนึ่งที่ปรารถนาจะยึดมั่นตามหลักจริยธรรมในสาขาวิชาชีพของตนนั้นก็เป็นเรื่องน่ายกย่องเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่านย้ำเตือนถึงอันตรายของการตัดขาดจากการคบค้าสมาคมหรือการเป็นพันธมิตรกับบุคคลที่มีจริยธรรมท่านอื่นๆ หากปราศจากอิทธิพลของคนที่ศรัทธายึดมั่นในหลักการแล้ว เป็นไปได้ว่าบุคคลนั้นอาจค่อยๆ ถูกพัดพาให้ออกห่างจากค่านิยมหลักของตนอย่างช้าๆ จนถึงจุดที่ความคุ้นเคยกับกิจวัตรหรือการปฏิบัติงานบางอย่างได้นำเขาไปสู่การขาดการตระหนักรู้ถึงการละเมิดทางจริยธรรมที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนี่เป็นสถานการณ์ที่อันตราย
เพื่อป้องกันการหลงระเริงและความเผอเรอ จนอาจทำให้เกิดการกระทำหรือการตัดสินใจใดๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมสลายของคุณค่าทางจริยธรรม ศ.รอมฎอน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทบทวนและการปฏิรูปเจตนา (เนียต) ให้อยู่ในสภาพที่สดใหม่อยู่เสมอ
ท่านสนับสนุนให้บุคคลมีส่วนร่วมในการคิดใคร่ครวญ พร้อมตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพวกเขาทั้งหมด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาและตั้งคำถามว่ามันเป็นเพียงการแสวงหาตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งสุดท้ายมันได้กลายเป็นแรงจูงใจที่แท้จริง ซึ่งอยู่เหนือกว่าการสร้างความพึงพอใจให้กับพระผู้เป็นเจ้าและการรับใช้เพื่อนมนุษย์หรือไม่
ศ.รอมฎอน ย้ำเตือนผู้ฟังว่า บางทีเราอาจติดกับดักที่ละเอียดอ่อนด้วยการหลอกตัวเอง แม้เราเชื่อว่าเรากำลังทำงานรับใช้อยู่ แต่ในความเป็นจริงเราอาจกำลังจัดลำดับความสำคัญให้กับผลประโยชน์ส่วนตนนั้นมีความเหนือกว่าความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการตั้งคำถามเพื่อปรับเจตนาของตนให้สอดคล้องกับความยุติธรรมและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติอย่างรู้สติ บุคคลนั้นก็จะสามารถรักษาเข็มทิศทางศีลธรรมของตนและป้องกันไม่ให้หลักการของตนเจือจางไปตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป
[ #อำนาจของศิลปะวัฒนธรรม ]
ศ.รอมฎอน ตระหนักถึงอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ ท่านเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ชาวมุสลิมจะต้องโอบรับและเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในสนามเหล่านี้ ท่านเชื่อว่าหากไม่พิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้อย่างจริงจัง มุสลิมเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ต่อชุดเรื่องเล่าและชุดความคิดแก่อำนาจนำทางวัฒนธรรมที่อุบัติขึ้นในสังคมโลก ท่านยืนยันว่าการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของการใช้ภาษา ดนตรี ภาพยนตร์ สื่อ และสิ่งบันเทิงต่างๆ สามารถหล่อหลอมวิธีคิดและรูปแบบการดำเนินชีวิตของเรา
ดังนั้นการมีส่วนร่วมในการผลิตอำนาจทางวัฒนธรรมจะต้องเป็นไปอย่างประณีตและคำนึงถึงความอ่อนไหวทางศีลธรรม ชาวมุสลิมสามารถท้าทายความอคติและการเหมารวม ส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และสร้างเรื่องเล่าทางสังคมขึ้นมาใหม่ ศ.รอมฎอน เรียกร้องให้มีความอุตสาหะร่วมกันในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านจริยธรรม และเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรม เพื่อให้ชาวมุสลิมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเรื่องเล่า (Narratives) และบรรทัดฐาน (Norms) ใหม่ในสังคม
ศ.รอมฎอน ได้เชิญชวนให้ผู้ฟังที่มีความรู้สึกร่วมในข้อกังวลด้านจริยธรรมเหล่านี้ให้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในวาระดังกล่าวและต่อสู้เพื่อการเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้า ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาทางจริยธรรมกับสาขาวิชาชีพของตน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป และแสดงความไม่พอใจต่อผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นักวิชาการโดยที่ผู้วิจารณ์เหล่านั้นไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาเลยแม้แต่น้อย ท่านเน้นย้ำถึงความจำเป็นของความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ สำหรับ ศ.รอมฎอน การบรรลุผลสำเร็จที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การทำให้พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุดทรงพึงพอใจ ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างมีจริยธรรมและมีความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงในทุกแง่มุมของชีวิต ท่านเรียกร้องให้มุสลิมกอดรับข้อผูกมัดนี้และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการอภิปรายอย่างต่อเนื่องตามระดับความรับผิดชอบของตน เมื่อทำเช่นนี้ พวกเขาจะสามารถมีส่วนร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวที่กว้างขึ้น ซึ่งให้ข้อพิจารณาด้านจริยธรรมเป็นลำดับสำคัญและสอดคล้องกับค่านิยมที่พวกเขายึดมั่นศรัทธา
❝ ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางจริยธรรมของมุสลิมที่ทำงานในสนามการเมือง ❞ ◉ ศ.ดร.ฏอริก รอมฎอน ◉
สรุปและเรียบเรียงโดย สถานีหนังสือ - Book Station
หมายเหตุบรรณาธิการ : บทความชิ้นนี้เป็นการสังเคราะห์สรุปความจากการบรรยาย มีการแก้ไขสำนวนเป็นภาษาเขียนและมีการย่นขยายเนื้อความเพื่อความชัดเจนของเนื้อหา
Ramadan, T. (2017). Between Nationalism and Globalization: The Challenge for Islam in the West. At Jadwin Hall, A02, Princeton University, USA. https://youtu.be/U006uFTQtyY , https://youtu.be/YjpnAcJwIv0
Comments