1️⃣ บุตรชายนายพล
มิโก พีเลด (Miko Peled) เกิดในครอบครัวไซออนิสต์ที่มีชื่อเสียงและเติบโตขึ้นมาด้วยความเชื่อเรื่องรัฐยิวตามอุดมการณ์ของไซออนิสต์
เส้นทางชีวิตครอบครัวของมิโก พีเลด นักเขียนชาวอเมริกัน-อิสราเอลคนนี้ได้ดำเนินไปจนกระทั่งเขาต้องผันตัวเองมาเป็นนักกิจกรรมที่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนแก่ชนชาวปาเลสไตน์ พร้อมทั้งสนับสนุนรัฐประชาธิปไตยแบบรัฐเดียวที่ชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลจะสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันด้วยสถานะการเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมกัน
แมตตี พีเลด (Matti Peled) บิดาของเขา ผู้มีอุดมการณ์ไซออนิสต์เข้มข้นและเป็นนายทหารที่ผันตัวมาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ การที่ได้เติบโตมาจากกรุงเยรูซาเลมในฐานะบุตรชายของนายพลคนสำคัญแห่งกองทัพอิสราเอลเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพีเลด
มิโก พีเลดจึงเติบโตมาด้วยคำกล่าวที่เขามักได้ยินอยู่เสมอ "โอ้ คุณเป็นลูกชายของแมตตี พีเลด!" หลายครั้งที่มันเป็นไปในทางที่ดี แต่หลายครั้งมันก็เป็นไปในทางที่แย่มาก เมื่อถึงเวลาเกษียณ แมตตี พีเลด พ่อของเขาก็เริ่มพบปะกับสมาชิกองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) และเป็นหนึ่งในผู้เสนอแนวทางแก้แบบสองรัฐ (two-state solution) คนแรก ๆ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นบุตรชายของแมตตี พีเลด ได้กลายเป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวอิสราเอลว่า "เขาเป็นคนที่นิยมโน้มเอียงไปทางฝ่ายอาหรับ" แม้ว่าบิดาของเขาได้ใช้ชีวิตอุทิศตนเพื่อส่งเสริมแนวทางแก้แบบสองรัฐ (two-state solution) และโน้มน้าวให้ PLO ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธและให้ยอมรับการแก้ปัญหาแบบสองรัฐ
แต่เส้นทางชีวิตของพีเลดเองที่ทำให้เขาเชื่อว่าแนวทางแก้ปัญหานี้ไม่สามารถกระทำได้จริงหรือเป็นเรื่องที่มีความยุติธรรมพอ พีเลดจึงคิดว่าบิดาของท่านและกลุ่มทำงานของท่านไร้เดียงสากับสภาพความเป็นจริงเกินไป พวกเขาเชื่อว่าคุณจะสามารถยับยั้งโครงการล่าอาณานิคมเพื่อยึดครองถิ่นฐานได้ แต่คุณก็ไม่สามารถยับยั้งแนวคิดการล่าอาณานิคมได้ คุณสามารถเอาชนะอำนาจได้ด้วยอำนาจที่มากกว่าเท่านั้นเอง
พีเลดได้ถ่ายทอดเรื่องราวเส้นทางชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของเขาในหนังสือ 'บุตรชายนายพล: การเดินทางของชาวอิสราเอลในปาเลสไตน์’ (The General’s Son: Journey of an Israeli in Palestine) ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี 2012
ในหนังสือเขากล่าวว่า
❝ ในทางภูมิศาสตร์การเดินทางนี้ถือเป็นการเดินทางที่แสนสั้น เพราะอิสราเอลก็คือปาเลสไตน์ ซึ่งผู้คนจำนวนมากไม่ได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ❞
มันเป็นการเดินทางจากโลกที่ได้รับสิทธิพิเศษ โลกที่ทุกอย่างสะอาดและปลอดภัย ถนนหนทางถูกปูลาด และคุณก็มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคจำนวนมาก และสิทธิในความเป็นมนุษย์ของคุณมีความมั่นคงปลอดภัย คุณไม่ต้องกังวลกับการเดินทางของผู้ที่ถูกกดขี่ ไม่ต้องกังวลกับการเดินทางของผู้ที่ถูกยึดครอง การเดินทางของผู้ยึดครองคือการเดินทางอันยิ่งใหญ่ทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และทางการเมือง
พีเลดได้เปลี่ยนสถานะจากการเป็น ผู้ล่าอาณานิคม ไปเป็น ผู้อพยพ ในปาเลสไตน์ การเกิดมาด้วยสถานะของผู้ล่าอาณานิคมช่วยให้คุณรู้สึกว่าคุณสูงส่งกว่าประชากรดั้งเดิมและมีสิทธิเหนือกว่า
ขณะที่การเข้ามาในสถานะผู้อพยพทำให้คุณได้ชื่นชมยินดีกับดินแดนที่คุณได้มาพักพิง
❝ ยิ่งเราเดินทางมากขึ้นเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นการเดินทางที่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่เราจะยิ่งค้นพบมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ได้รับความเข้าใจมากขึ้น และชื่นชมกับประสบการณ์ในปาเลสไตน์มากขึ้น จากสภาพความเป็นจริงของปาเลสไตน์ เพื่อปาเลสไตน์เองในฐานะที่เป็นประเทศหนึ่ง เป็นชนชาติหนึ่ง และเป็นวัฒนธรรมหนึ่ง ❞
2️⃣ การตั้งถิ่นฐานและสภาพความจริงของรัฐเดียว
พีเลดกล่าวว่า เขาพบว่าปฏิกิริยาของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อการยึดครองถิ่นฐานนี้สะท้อนให้เห็นถึงการรับรองการต่อต้านการยึดครองถิ่นฐานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2334 ที่มีมติบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคมปี 2016 และการเรียกร้องของผู้นำทางการเมืองให้ยุติการขยายถิ่นฐานเพื่อการยึดครองว่าเป็น "การหน้าไหว้หลังหลอกขั้นสูงสุด"
เพราะการยึดครองเพื่อตั้งถิ่นฐานไม่ได้เริ่มต้นเมื่อวานนี้ การยึดครองเพื่อตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์บนดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกปล้นมานั้นเริ่มตั้งแต่ปี 1948 รัฐอิสราเอลได้ดำเนินการล่าอาณานิคมยึดครองเพื่อตั้งถิ่นฐานมาเป็นระยะเวลากว่าเจ็ดทศวรรษแล้ว และขณะนี้ประชาคมระหว่างประเทศเพิ่งพบว่ามันมีปัญหากระนั้นหรือ?
พีเลดมีความเห็นว่าการขยับขยายการปลูกสร้างในเขตยึดครองของชาวอิสราเอลเพื่อตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์นั้นดำเนินการบนพื้นฐานของแนวคิดแบบรัฐเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อิสราเอลได้เข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาในปี 1967 มันคือความเป็นจริงของทุกวันนี้ ดังนั้นการสนทนาบนข้อถกเถียงว่าแนวทางแก้ปัญหาจะเป็นแบบรัฐเดียวหรือสองรัฐคือความโง่เขลาที่แท้จริง
อาจจะฟังดูน่าตกใจแต่เพราะความจริงมันถูกออกแบบมาให้เป็นรัฐเดียวตั้งแต่แรก เป็นรัฐยึดครองที่แบ่งแยกชนชาติและสีผิวตั้งแต่แรก
มันไม่มีเขตเวสต์แบงก์ ทุกคนที่ตระหนักและติดตามสถานการณ์ในปาเลสไตน์จะรู้ดีว่ามันไม่มีเขตเวสต์แบงก์มานานแล้ว พีเลดระบุว่าอิสราเอลเริ่มเข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์รวมเข้ากับส่วนอื่น ๆ ของประเทศและเรียกมันว่าดินแดนอิสราเอลตั้งแต่ก่อนสงครามในปี 1967 จะสิ้นสุดลงด้วยซ้ำ
หมู่บ้านทั้งหมด เมืองทั้งหมด ชุมชนทั้งหมดถูกทำลายโดยรถแทรกเตอร์เกลี่ยดินของอิสราเอล ส่วนอาคารขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาใหม่นั้นมีขึ้นสำหรับชาวยิวเท่านั้น ทั้งในเขตเวสต์แบงก์และเช่นเดียวกันกับที่อื่น ๆ ทั้งหมด
3️⃣ รัฐแห่งการแบ่งแยกชนชาติ
พีเลดกล่าวว่า นี่เป็นรัฐเดียวตั้งแต่เริ่มแรก ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเดียวคือรัฐอิสราเอลโดยการแบ่งประชากรโดยใช้ชุดกฎหมายที่ต่างกัน กฎหมายที่ใช้ปกครองชีวิตของผมเมื่อผมอยู่ที่นั่นในฐานะที่ผมเป็นชาวยิวคือกฎหมายของระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม
ส่วนกฎหมายที่บังคับใช้กับชีวิตชาวปาเลสไตน์ที่เป็นพลเมืองของอิสราเอลถือเป็นชุดกฎหมายที่เหยียดเชื้อชาติและสีผิว
ชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์หรือที่เคยเป็นเขตเวสต์แบงก์ถูกควบคุมด้วย กฎหมายซีวิลลอว์ (Civil Law) ของอิสราเอล ส่วนชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ถูกควบคุมด้วย กฎหมายทหาร (Military Law) โดยมีการแบ่งเขตพื้นที่ปกครองเป็น พื้นที่ A พื้นที่ B และพื้นที่ C
สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่มีสัญชาติอิสราเอลหรือที่เรียกกันว่าชาวอาหรับอิสราเอล อิสราเอลจะพิจารณาว่าพวกเขาไม่มีส่วนใด ๆ ในวิสัยทัศน์ของดินแดนอิสราเอล ของรัฐอิสราเอล หรือของรัฐยิว พวกเขาไม่มีอัตลักษณ์หรือความสัมพันธ์ใด ๆ ที่เชื่อมโยงกับดินแดนแห่งนี้
แล้วบางครั้งก็แปลกที่จะพูดว่า “ใช่ เรามีชนกลุ่มน้อย” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติในฐานะพลเมืองชั้นสอง นี่คือวิธีการที่รัฐปฏิบัติกับคำสั่งรื้อถอน
วิธีการของกองทัพที่จะเข้ามารื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างของชาวอาหรับได้ทันทีโดยไม่ต้องได้รับอนุญาต ครึ่งหนึ่งของผู้คนที่ผมรู้จักมีที่อยู่อาศัยและขยายบ้านเรือนของพวกเขาซึ่งกระทำไปโดยไม่มีใบอนุญาต นี่คือความจริง
ในขณะที่ระบบราชการมีความซับซ้อนมาก แต่เราจะไม่มีวันเห็นทหารติดอาวุธพร้อมมือเหมือนกับทหารในสนามรบโผล่มาปฏิบัติการรื้อถอนที่อยู่อาศัยในชุมชนชาวยิว โดยปกติแล้วนั้น กระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาหลายปีในชั้นศาลก่อนที่จะมีใครกล้าจินตนาการด้วยการออกคำสั่งให้ผมรื้อถอนสิ่งก่อสร้างเหล่านี้
แต่ในกรณีของกาซา อิสราเอลนั้นมีแค่สองทางเลือก คือแก้ไขปัญหาโดยให้ผู้ลี้ภัยกลับมาสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ หรือค่อย ๆ สังหารพวกเขาทิ้งทั้งหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมอิสราเอลถึงต้องขยายเขตยึดครองออกไปและโจมตีฉนวนกาซา
ในกาซานั้นมีภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงต่ออิสราเอลอยู่ และไม่ใช่ภัยคุกคามทางทหาร แต่เป็นภัยคุกคามต่อความชอบธรรมของอิสราเอลต่อภัยพิบัติด้านมนุษยธรรม
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกำเนิดของรัฐอิสราเอล อิสราเอลจึงมิอาจยอมให้มันดำเนินการเช่นนี้อีกต่อไปได้
พีเลดแสดงความไม่พอใจกับปฏิกิริยาของประชาคมระหว่างประเทศว่า
❝ ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าโลกเราทุกวันนี้หรือใครก็ตามที่สามารถยอมถูกหลอกและมีความเขลาพอที่จะยอมเชื่อการสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ที่ไร้อาวุธ ปราศจากอันตรายใด ๆ แล้วอ้างว่ามันเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเอง ❞
ชาวอิสราเอลหลีกเลี่ยงการยอมรับสิทธิของชาวปาเลสไตน์และสิทธิในดินแดนดังกล่าว
ในสังคมชาวอิสราเอล ปี 1967 ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจการพิชิตหรือการกลับถิ่นพำนักเดิมของเราชาวยิวซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนอันเหมาะสมและนั่นคือจุดสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด
ไม่มีประเทศปาเลสไตน์และไม่มีชาวปาเลสไตน์ในจิตสำนึกของชาวอิสราเอล นี่เป็นเพียงดินแดนแห่งอิสราเอลเท่านั้น ตราบใดที่เราสังหารพวกเขามากกว่าที่พวกเขาสังหารพวกเรา พวกเราก็จะยังคงสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ นี่คือพันธกิจหลักของอิสราเอลและไม่มีวิสัยทัศน์ใดที่จะการณ์ไกลไปกว่านี้
4️⃣ BDS จะเป็นตำนานแห่งการเปลี่ยนแปลง
มีกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันจากกลุ่มเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อการคว่ำบาตร (Boycott) ถอนกิจการ (Divestment) และดำเนินมาตรการลงโทษ (Sanctions) ทางเศรษฐกิจและการเมืองของอิสราเอล (BDS)
พีเลดเชื่อว่าหน่วยเคลื่อนไหวนี้จะเป็นหน่วยที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า
❝ หนึ่งในกองกำลังหลักที่สำคัญที่สุด ซึ่งนำไปสู่การปลดปล่อยเสรีภาพของปาเลสไตน์ ❞
ไม่มีระบอบการแบ่งแยกเชื้อชาติใดที่มีขึ้นและจากไปโดยสมัครใจ และหากไม่มีผลลัพธ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกเขา พวกเขาก็จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นการคว่ำบาตร ถอนกิจการ และดำเนินมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจและการเมืองของอิสราเอลเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรมและถูกต้องเหมาะสม เพราะนี่คือสิ่งที่คุณสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อไม่นานมานี้ รัฐสภาของอิสราเอลได้อนุมัติกฎหมายบังคับห้ามใครก็ตามที่พบว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ BDS เข้าประเทศ
ระบอบการปกครองแบบนี้จึงเหมือนกับระบอบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ซึ่งพวกเขาสามารถใช้ทรัพยากรทั้งหมดเพื่อการอยู่รอดของระบอบการปกครองตนเอง ไม่ใช่เพื่อสิทธิและสวัสดิภาพของประชาชน และไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย
รัฐบาลต้องตรวจสอบทุกคนที่เข้าประเทศรวมทั้งชาวยิว ผู้มาเยือนจะได้รับการพิจารณาว่า "ปลอดภัย" และอยู่ภายใต้การสอบถามที่จำกัดเท่านั้น
พวกเขาพยายามกล่าวหาแคมเปญ BDS ว่าเป็นการเคลื่อนไหวประเภทเดียวกับการก่อการร้าย (Terrorism) และการต่อต้านชาวยิว (anti-Semitism) เพราะพวกเขาตระหนักดีว่านี่เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะความต้องการของ BDS นั้นมีความสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของผู้ลี้ภัยที่ประชาคมระหว่างประเทศได้ให้การรับรอง การสิ้นสุดของระบอบการปกครองแบบทหารในเขตเวสต์แบงก์และกาซา และสิทธิอันเท่าเทียมสำหรับชาวปาเลสไตน์ ดังที่พวกเขาได้อาศัยอยู่ในเขตแดนของอิสราเอลเมื่อปี 1948 ดังนั้นจะมีอะไรสมเหตุสมผลมากไปกว่านี้อีกหรือ?
มันเหมือนกับในยุค 60 ที่ผู้คนถูกตัดสินจากจุดยืนในสงครามเวียดนาม สิทธิพลเมือง และการแบ่งแยกสีผิว รวมถึงจุดยืนอื่น ๆ ที่ตามมาอีกในยุค 80 เช่นเดียวกันกับทุกวันนี้ เราทั้งหมดที่ยังมีชีวิตอยู่จะถูกตัดสินจากท่าทีของเราที่มีต่อปาเลสไตน์
❝ ผมคิดว่าเราทุกคนต้องการที่จะอยู่ในจุดที่วันหนึ่งเด็ก ๆ และลูกหลานของเราถามเราถึงจุดยืนของเราที่มีต่อปาเลสไตน์ในวันนี้ และเราก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าเรายืนอยู่ข้างเดียวกับความยุติธรรม ❞
การเปลี่ยนแปลงการเหยียดสีผิว การล่าอาณานิคมและระบอบการแบ่งแยกชนชาติไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นเป็นไปได้และสามารถกระทำได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเราต้องนำมันมาปฏิบัติอย่างจริงจังและต้องเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งขันเท่านั้น
5️⃣ รู้จัก Miko Peled
มิโก พีเลด นักเคลื่อนไหว นักเขียน และวิทยากรระดับนานาชาติชาวยิวสัญชาติอิสราเอล–อเมริกัน พีเลดเกิดและเติบโตในกรุงเยรูซาเลม การเคลื่อนไหวของพีเลดนั้นได้รับแรงผลักดันจากโศกนาฏกรรมในครอบครัวของตนเองจนกระทั่งนำไปสู่การเดินทางเพื่อสำรวจผู้คน ที่มาที่ไป และเรื่องราวที่แท้จริงของปาเลสไตน์
คุณตาของพีเลดเป็นหนึ่งในผู้ลงนามใน ‘คำประกาศสถาปนารัฐอิสราเอล’ ในปี 1948 บิดาของพีเลดเป็นนายพลคนสำคัญให้กับกองทัพอิสราเอล ในปี 1970 บิดาของพีเลดเป็นตัวแทนของอิสราเอลในการนำเจรจาระหว่างปาเลสไตน์และอิสราเอลร่วมกับนายยัสเซอร์ อารอฟัต
มิโก พีเลดเป็นนักเคลื่อนไหวที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อต่อสู้และแสดงออกถึงการต่อต้านการยึดครองปาเลสไตน์ร่วมกับชนชาวปาเลสไตน์ ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นวิทยากรเพื่อปราศรัยทั่วทุกมุมโลกในการเรียกร้องสิทธิอันเท่าเทียมของชาวปาเลสไตน์กลับคืนมา
ผลงานเขียนหนังสือของพีเลดได้แก่ ‘The General’s Son: Journey of an Israeli in Palestine’ (2012) และหนังสือ ‘Injustice: The Story of the Holy Land Foundation Five’ (2018)
แปลและเรียบเรียง: Fittree Puttawach
◉ สรุปบทสัมภาษณ์หัวข้อ “มิโก พีเลด: จากไซออนิสต์ชาวอิสราเอลสู่ผู้ปกป้องชาวปาเลสไตน์” (Miko Peled: From Israeli Zionist to Palestinian Defender) โดย Jehan Alfarra แห่งสำนักข่าว Middle East Monitor (MEMO) เผยแพร่เมื่อ 19 มีนาคม 2017 ทางเว็บไซต์ middleeastmonitor.com
เนื้อหาบางส่วนคัดมาจากหนังสือ “ปาเลสไตน์: วาระหลักของมนุษยชาติ” (พ.ศ. 2561) จัดทำโดย สถานีหนังสือ - Book Station ร่วมกับสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เผยแพร่ครั้งแรก: May 16, 2021

Comments