โดยธรรมชาติเดิมแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวง่าย เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความคล่องตัวเฉกเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ ในความเป็นจริงเราไม่สามารถหยุดเคลื่อนไหวได้ แม้จะอยู่ในสภาวะหลับก็ตาม
ในฐานะที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิด เราสามารถสร้างเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเพื่อเพิ่มสมรรถนะความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว และเราพัฒนาเครื่องมือเหล่านี้ต่อไปเรื่อย ๆ แม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าเครื่องมือที่เราสร้างขึ้นมาบางชนิดนั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตเราเอง เช่น จำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการจราจร ปัญหามลภาวะ ปัญหาอุบัติเหตุ ปัญหาที่จอดรถ เป็นต้น
การเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งจะมีความหมายที่กว้างขึ้น เมื่อเราเดินทางไกลออกไปเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่การเดินทางข้ามพรมแดนภายในประเทศ การเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การข้ามพรมแดนทางสังคมที่เป็นชุมชนต่างความเชื่อ โดยไม่สำคัญว่าการเดินทางเหล่านั้นจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม
อันไนอุส เซเนกา (Annaeus Seneca) นักปรัชญาชาวโรมันตั้งข้อสังเกตว่า :
❝ มนุษย์โดยกำเนิดแล้วจะมีความร้อนรนข้างในจิตวิญญาณที่ต้องการจะเปลี่ยนที่อยู่อาศัย เพราะมนุษย์ถูกสร้างให้มีความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปมาและรู้สึกไม่มั่นคงโดยธรรมชาติ ไม่มีสถานที่แห่งใดที่ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองสามารถหยุดพักได้ มนุษย์จะนำความคิดของตนเคลื่อนไปยังสถานที่ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก มนุษย์จึงเป็นดั่งคนพเนจรที่ไม่สามารถหยุดนิ่ง และพวกเขาจะรู้สึกสุขใจเสมอเมื่อได้พบกับพื้นที่แปลกใหม่ ❞ — (Seneca, c. 5 BC– ค.ศ. 65: 41 ใน Gamlen, 2015: 307)
1️⃣ ประเภทของการเคลื่อนย้าย
หากไม่นับการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ที่เป็นการเดินทางด้วยจุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น หรือเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการพบปะผู้คนที่หลากหลายจากส่วนอื่น ๆ ของโลก ประเภทแรกของการเคลื่อนย้ายที่เรากำลังพูดถึงตอนนี้คือ การย้ายถิ่นชั่วคราว (Temporary Migration) ว่าเป็นการโยกย้ายที่เป็นทางการมากขึ้น มีเป้าหมายเพื่อแสวงการจ้างงาน โดยปกติจะมีการผูกพันด้วยสัญญาเพื่อระบุระยะเวลาที่ชัดเจน
ดังนั้นคำว่า แรงงานย้ายถิ่น (Migrant Worker) จึงหมายถึงบุคคลที่ย้ายถิ่นฐานเพื่อออกไปทำงานหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ได้รับค่าตอบแทนในรัฐที่เขาหรือเธอไม่ได้ถือสัญชาติไว้ (อนุสัญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานย้ายถิ่นและสมาชิกในครอบครัว)
ส่วน การย้ายถิ่นถาวร (Immigration) นั้นอาจมีเป้าหมายเพื่อแสวงโอกาสในการทำงานหรือหารายได้เช่นกัน แต่ความหมายของการย้ายถิ่นถาวรนั้นครอบคลุมไปถึงความพยายามในการตั้งรกราก เริ่มต้นชีวิตใหม่ และต้องการได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรหรือสถานะการเป็นพลเมืองในชาตินั้น ๆ การย้ายถิ่นของบุคคลประเภทนี้จึงมีเจตจำนงดำรงตนให้ผสมผสานกลมกลืนกับสังคมใหม่ที่เขาเพิ่งย้ายเข้าไป
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีมนุษย์ก็สามารถเลือกที่จะย้ายถิ่นฐานเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับชีวิตตนเอง ขณะที่บางกรณีมนุษย์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นหากสถานการณ์บังคับให้เขาต้องย้ายถิ่นเพื่อเอาชีวิตรอดจากการกดขี่ข่มเหง สงคราม ความอดอยากและภัยธรรมชาติ เป็นต้น
การย้ายถิ่นที่ผู้เดินทางมิได้เลือกเองจึงสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การย้ายถิ่นด้วยเหตุบีบบังคับ (Forced Migration) มักหมายถึงผู้ที่ขอสถานที่ปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยในฐานะ ผู้ลี้ภัย (Refugees)
อนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. 1951 นิยามผู้ลี้ภัยว่าเป็นบุคคลที่... :-
❝ และด้วยความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวอ้างได้ว่าจะได้รับการกดขี่ข่มเหงด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าทางสังคมหรือทางความคิดด้านการเมืองก็ตาม และในขณะเดียวกันบุคคลผู้นี้ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะรับความคุ้มครองจากรัฐแห่งสัญชาติเนื่องจากความหวาดกลัวดังกล่าว ❞
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาการปฏิบัติตามเงื่อนไขของอนุสัญญาฉบับนี้ได้รับการท้าทายจากหลากหลายประเทศ
2️⃣ การย้ายถิ่นในอิสลาม
เซกี สารีโตปราก์ (Zeki Saritoprak) ได้กำหนดความหมายของการย้ายถิ่นในอิสลามตามภาษาอาหรับว่า ‘ฮิจญเราะฮ์’ [هجرة] โดยรูปนามผู้กระทำของมันคือ ‘มุฮาญิร’ [مهاجر] (เอกพจน์) หรือ ‘มุฮาญิรูน’ [مهاجرون] (พหูพจน์)
แต่การเคลื่อนย้าย ณ ที่นี้หมายถึงการเคลื่อนย้ายถาวรเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจาก ‘ฆุรบะฮ์’ [غربة] ที่อาจหมายถึงการเคลื่อนย้ายแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ นอกเหนือจากนี้ ฮิจญเราะฮ์ยังมีความหมายที่ครอบคลุมไปถึงการเคลื่อนย้ายหลบหนีเพื่อขอสถานที่คุ้มครองความปลอดภัยหรือขอลี้ภัย
แท้จริงแล้วในปีสากลศักราชที่ 622 ท่านนบีมุฮัมมัด (ขอพระองค์ทรงอำนวยพรและประทานความสันติแก่ท่าน) และเหล่าอัครสาวกของท่านได้อพยพลี้ภัยจากนครมักกะฮ์ไปยังนครมะดีนะฮ์ การฮิจญเราะฮ์ (อพยพ) จึงได้รับการกำหนดว่าเป็นการเริ่มต้นของปฏิทินอิสลาม ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนย้ายเพื่อผละจาก[สถานที่แห่งการกดขี่ข่มเหง] หรือหมายถึงการอพยพออกจากถิ่นกำเนิด
ขณะที่คำว่าฮิจญเราะฮ์มักถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Migration หรือ การอพยพย้ายถิ่น ยิ่งกว่านั้นมันยังมีความหมายที่ครอบคลุมถึง การลี้ภัย (Asylum Seeking) เนื่องจากการใช้คำนี้ที่อยู่ในบริบทการลี้ภัยของท่านนบีจากการกดขี่ข่มเหงที่เกิดขึ้นในนครมักกะฮ์
และหลายครั้งที่คำว่าฮิจญเราะฮ์มักถูกนำไปใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมที่ดำเนินการย้ายออกจากดินแดนที่ไม่ใช่มุสลิมไปยังชุมชนมุสลิมที่อยู่ ณ ดินแดนอื่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติตนตามบัญญัติศรัทธาของพวกเขานั้นสามารถกระทำได้โดยอิสระปลอดภัย (Abu-Sahlieh, 1996)
หรือสามารถกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ามันคือการอพยพย้ายถิ่นด้วยเหตุผลทางศาสนา ดังตัวอย่างที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานที่มีคำอุปมาเชิงตำหนิชวนคิดให้ผู้ศรัทธาตระหนักว่า ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ สำหรับความทุกข์ทรมานภายใต้การกดขี่ข่มเหงเมื่อยังมีสถานที่อื่นที่พวกเขาสามารถขอความคุ้มครองได้อยู่
❝ แท้จริงบรรดาผู้ที่มลาอิกะฮ์ได้เอาชีวิตของพวกเขาไป โดยที่พวกเขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวของพวกเขาเองนั้น มลาอิกะฮ์ได้กล่าวว่า “พวกเจ้าปรากฏอยู่ในสิ่งใด?” พวกเขากล่าวว่า “พวกเราเป็นผู้ที่ถูกนับว่าอ่อนแอในแผ่นดิน” มลาอิกะฮ์กล่าวว่า “แผ่นดินของอัลลอฮ์มิได้กว้างขวางพอหรอกหรือที่พวกเจ้าจะอพยพไปอยู่ในดินแดนเหล่านั้น” ชนเหล่านี้แหละที่อยู่ของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม และมันเป็นที่หมายอันเลวร้ายยิ่ง! ❞ — [อัน-นิซาอ์ 4 : 97] [1]
ชุมชนมนุษย์นั้นมีการเคลื่อนไหวเพื่อแสวงหาการรักษาและพัฒนาชีวิตของตนอยู่เสมอ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในยุคแรกจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน และความมั่นคงปลอดภัย
แต่กรรมพันธุ์ผสมของมนุษย์ที่ให้กำเนิดความหลากหลายทางพันธุกรรมไปทั่วทุกมุมโลกนั้นเป็นผลมาจากสงครามและการพิชิตดินแดน ไม่ว่าจะมีเหตุมาจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในชนเผ่า ศาสนา หรือชาติพันธุ์ ไปจนถึงการล่าอาณานิคมที่รุกล้ำทั้งดินแดนและผู้คนท้องถิ่น
ขณะที่ในยุคสมัยปัจจุบัน เราอาจเห็นการล่าอาณานิคมใหม่ในรูปของวิสาหกิจแบบทุนนิยมที่เคลื่อนตัวออกไปเพื่อขยายการผลิตและการตลาด เพื่อสูบผลประโยชน์จากแรงงานและทรัพยากรของประชากรในประเทศอื่น หรือเราอาจเห็นภาพนักการศาสนาที่ออกเผยแพร่เพื่อเข้ารีตผู้คนดินแดนอื่นให้เปลี่ยนศาสนาด้วยวาทะ “พิทักษ์” วิญญาณของผู้ปฏิเสธสู่เส้นทางที่รอดพ้น
ผู้ปกครองอาณานิคมส่วนใหญ่มักอนุญาตให้มีการอพยพเพื่อรุกตั้งถิ่นฐานด้วยการจัดหาที่ดิน (ที่พวกเขาขโมยมา) ด้วยการฆ่าล้างหรือกวาดล้างชาติพันธุ์ของผู้อยู่อาศัยเดิม เพื่อปูทางให้ผู้อพยพที่จะเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ใช้ทำกินและพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง
ผู้รุกตั้งถิ่นฐานอาจไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลอาณานิคมเสมอไป และอาจไม่ได้มีสถานะเป็นพลเมืองของประเทศบ้านเกิดของจักรวรรดิเสมอไปเช่นกัน แต่พวกเขายังคงรุกตั้งถิ่นฐานในดินแดนเหล่านั้นอยู่ แม้ว่าการปกครองของอาณานิคมจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอิสราเอล
แพทริค วูล์ฟ (Patrick Wolfe) นักประวัติศาสตร์ชาวออสเตรเลียกล่าวว่า :
❝ ลัทธิล่าอาณานิคมรุกตั้งถิ่นฐานจะเข้ามาทำลายเพื่อแทนที่” และเนื่องจากการแทนที่นั้นเป็นไปอย่างถาวร มันจึงเป็นแผนการ “[เชิง]โครงสร้าง ไม่ใช่เหตุการณ์[ทางประวัติศาสตร์] ❞ — Wolfe, 2007
และในแง่นี้ความคิดของนักล่าอาณานิคมจึงถูกผลิตซ้ำในยุคต่อ ๆ มา เพื่อเข้าขจัดประชากรพื้นเมืองที่หลงเหลืออยู่ อีกทั้งยังกีดกันผู้อพยพใหม่เมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นลัทธิล่าอาณานิคมหรือเส้นทางการค้า มันจึงมีความหมายถึงการเคลื่อนย้ายของผู้อพยพจากดินแดนหนึ่งไปยังดินแดนหนึ่ง โดยมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เฉพาะที่ผูกโยงกันอยู่
แปลและเรียบเรียง: Sh.Budhavajana
เผยแพร่ครั้งแรก: May 14, 2022
[1] เชิงอรรถ: อัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ 4 โองการที่ 97 มูลเหตุแห่งการลงโองการดังกล่าวคือ ส่วนหนึ่งของชาวมักกะฮ์ที่รับอิสลาม พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมอพยพตามท่านนบีมุฮัมมัด (ขอพระองค์ทรงอำนวยพรและประทานความสันติแก่ท่าน) ไปยังนครมะดีนะฮ์ ชนคณะนี้จึงถูกสังหารในสงครามบัดร์พร้อมกับชนผู้ปฏิเสธคนอื่น ๆ ในนครมักกะฮ์ ทูตบริวารที่ทำหน้าที่ฝ่ายมรณทูต (มละกุล เมาต์) จึงถามเชิงตำหนิตอนจะปลิดชีวิตพวกเขาว่า “พวกเจ้านั้นมีความเข้มแข็งหรืออ่อนแอในกิจการทางศาสนาอย่างไรบ้าง? (เพราะพวกเขาไม่ยอมอพยพตามท่านนบีไป และยังคงดื้อดึงที่จะอาศัยอยู่ในแผ่นดินมักกะฮ์นี้) ชาวมักกะฮ์เหล่านั้นก็ตอบว่า “พวกเราเป็นผู้อ่อนแอในแผ่นดิน” (เพราะพวกเขาจะเข้มแข็งมิได้เลยในการยืนหยัดกิจการทางศาสนาของพระองค์ในนครมักกะฮ์ เพราะเป็นแผ่นดินที่ชนผู้ปฏิเสธปกครองมีอำนาจอยู่) มลาอิกะห์เหล่านั้นจึงถามเชิงตำหนิต่อว่า “ก็แผ่นดินของอัลลอฮ์นั้นไม่กว้างขวางพอกระนั้นหรือ? ที่พวกเจ้าทั้งหลายจะอพยพจากแหล่งที่เต็มไปด้วยความอธรรม ไปยังแหล่งอื่นที่เหล่าชนผู้ศรัทธาได้อพยพไปก่อนหน้าแล้ว”
❝ ธรรมชาติในการย้ายถิ่นของมนุษย์ : เข้าใจความแตกต่างระหว่างการรุกล่าอาณานิคม การย้ายถิ่นฐาน การอพยพ และการลี้ภัย ❞ ◉ เรย์ ญุร็อยดินีย์ ◉
Comments