ทุกวันนี้หลายๆ คนคงเป็นกันไม่น้อยที่นั่งทำงานทั้งวัน แล้วไม่ได้ลุกขึ้นมาขยับตัวหรือเดินเลย (เพราะผมก็เป็นหนึ่งในนั้นนน) เรื่องผลเสียเราคงไม่ต้องพูดถึง เพราะทุกคนคงได้ยินคำว่าออฟฟิศซินโดรมกันจนเบื่อแล้ววว

แต่สิ่งที่เพื่อนๆ อาจยังไม่รู้หรือลืมไปแล้วก็คือ ประโยชน์ของการเดิน ผมขอพาเพื่อนๆ ไปพบแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจของการเดินนะคับบ ถ้าพร้อมแล้วไปลุยกันเลยยย

How 3 Legends Walked to Success

ในความคิดคนทั่วไป การเดินอาจถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมปกติ ไม่ได้มีสาระสำคัญที่ต้องใส่ใจเท่าไร แต่สำหรับอัจฉริยะระดับโลกนั้น เขามองต่างออกไปค้าบบบ

Steve Jobs (สตีฟ จอบส์) :

เขามองว่า การประชุมในห้องสี่เหลี่ยมที่มีโต๊ะคั่นตรงกลาง คือ การทำลายความคิดสร้างสรรค์ เวลาที่เขาต้องการใช้ความคิดอย่างจริงจัง เช่น คิดเพื่อตัดสินใจชวนคนมาร่วมงาน หรือคุยเรื่องดีลธุรกิจ เขาจะชวนคนที่เขากำลังคุย (คุยงานนะคับ ไม่ใช่ความรัก 5555) ออกไป 'เดินคุยกัน' รอบๆ บริษัทหรือตามสวนสาธารณะคับ เพราะการเดินทำให้คนเราเปิดใจมากขึ้น สบายใจขึ้น และไอเดียชัดเจนยิ่งขึ้นนน

Aristotle (อริสโตเติล) :

นักปราชญ์คนนี้ได้ก่อตั้งสำนักปรัชญาชื่อ Peripatetic (เป็นภาษากรีกแปลว่า การเดินเล่น) เขาจะเดินไปรอบๆ ลานกว้างพร้อมกับลูกศิษย์ของเขา พร้อมกับถกเถียงปรัชญาชีวิต เพราะเขาเชื่อว่าสมองและจิตใจจะตื่นตัวที่สุดเวลาที่ร่างกายขยับบบ

Albert Einstein (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) :

นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่นี้ มีกิจวัตรประจำวัน คือ การเดินไปกลับระหว่างบ้านเขากับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (ระยะทางทั้งหมด 5 กิโล โหดมากกก) เขาไม่ได้ตั้งใจเดินเพื่อออกกำลังกาย แต่เขาตั้งใจให้สมองส่วนจิตใต้สำนึกได้ทำงาน เขาเชื่อว่าการเดินช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และหลายๆ ครั้งที่สามารถแก้ไขโจทย์ฟิสิกส์ที่ซับซ้อน รวมถึงการตระหนักรู้ในบางสิ่ง ก็เกิดขึ้นในตอนที่เขากำลังเดินชิลๆ นี่เอง


3 Hidden Mechanisms When We Walk

ถัดมาในแง่มุมวิทยาศาสตร์ ได้บอกประโยชน์หลักๆ ของการเดิน คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท การจัดระเบียบสมอง และปรับสมดุลเคมีในร่างกายคับบ (ผมขอยาดลุกไปเดินแปบบ 5555)

สารเคมีแห่งความสุขและลดความเครียด :

เมื่อเราได้เดินเป็นเวลา 10 นาที ร่างกายจะลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) แล้วหันมาหลั่งสารแห่งความสุข (เอ็นดอร์ฟิน) กับสารที่ทำให้อารมณ์มั่นคง (เซโรโทนิน) เพราะฉะนั้นการเดินหลังมื้อเย็นจึงไม่ใช่แค่การย่อยอาหาร แต่เป็นการย่อยความเครียดไปด้วยคับบ และส่งผลให้หลับสบายอีกต่างหาก

Brain-Derived Neurotrophic Factor (BDNF) :

การเดินยังช่วยกระตุ้น สาร BDNF ที่ช่วยซ่อมแซมและสร้างเซลล์ประสาทใหม่ๆ โดยเฉพาะสมองส่วน Hippocampus ที่ทำหน้าที่เรื่องความจำและการเรียนรู้ (งั้นไม่เรียนแล้ว ลุกไปเดินดีกว่า เดี๋ยววว5555)

การกระตุ้นสมอง 2 ซีกสลับกัน :

ตอนเดินที่เท้าซ้ายสลับเท้าขวาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดการกระตุ้นสมองซีกซ้าย (ตรรกะ เหตุผล และความเป็นระเบียบ) และสมองซีกขวา (ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ ความรู้สึก) ให้ทำงานประสานกันอย่างสมดุล แล้วสมองจะทำการ 'คัดแยกและจัดระเบียบข้อมูล' เหมือนเป็นการทำความสะอาดสมอง ทำให้ความคิดฟุ้งซ่านค่อยๆ ลดลง และทำให้คิดได้ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น


The Spiritual Side of Walking in 3 Cultures

ในด้านจิตวิญญาณก็น่าสนใจไม่น้อยนะคับ บอกว่าการเดิน คือ การเดินทางของจิตวิญญาณ (เท่ไปมั้ยย ใครคิดด) หรือเป็นรูปแบบการทำสมาธิที่เรียบง่ายที่สุด และสามารถทำได้ โดยไม่ต้องตัดขาดจากโลกภายนอกคับบ

The Stoic Wandering (การเดินเพื่อรีเซ็ตความฟุ้งซ่าน) :

ปรัชญา Stoic เน้นเรื่องการควบคุมจิตใจตัวเองและอยู่กับปัจจุบันอย่างมีเหตุผล พวกเขามองว่า ถ้าเรามัวแต่นั่งอยู่กับที่ ความคิดเราจะเริ่มจมอยู่กับความกังวลในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการเดินเป็นอย่างมาก และมองว่าการเดินเป็นการเคลียร์จิตใจให้ปลอดโปร่ง เบาสบาย

มีเรื่องน่าสนใจตรงคำว่า Stoic มาจากคำว่า Stoa Poikile (ระเบียงที่ประดับด้วยภาพวาด) ซึ่งเป็นทางเดินมีหลังคาในกรุงเอเธนส์ ซีโน (Zeno) ผู้ก่อตั้งลัทธินี้ ชอบในการเดินไปมา และสอนปรัชญา ณ ที่แห่งนี้ ดังนั้น ชาวสโตอิกโตมากับการเดินคุยและเดินคิดมาโดยตลอดคับบ

Labyrinth Walking (การแสวงบุญในใจผ่านเขาวงกต) :

ในโบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ของศาสนาคริสต์ จะมีลวดลายเขาวงกตอยู่บนพื้น ไม่ใช่เขาวงกตที่มีหลายเส้นทาง แต่เป็นเขาวงกตที่มีเส้นทางเดียวที่ค่อยๆ ขดตัวเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ชาวคริสต์จะใช้การเดินช้าๆ ไปตามเส้นทางนี้ เพื่อทำสมาธิและสวดภาวนา เพื่อปล่อยวางความกังวลไว้ข้างหลัง และเมื่อไปถึงจุดกึ่งกลางหรือปลายทาง จะเปรียบเสมือนการค้นพบความสงบและพระเจ้านั่นเอง

Mindful Walking (การดึงสติกลับสู่ปัจจุบัน) :

การเดินจงกรมทางศาสนาพุทธ เป็นการย้ายความสนใจจากสิ่งรบกวนต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ให้กลับมาอยู่กับความรู้สึกที่ 'ร่างกาย' เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังเดิน ก็จะทำให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน และทำให้จิตใจไม่ล่องลอยไปมาคับบ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการเดินจงกรม คือ การเดินจงกรมมี 2 รูปแบบคับบ การเดินแบบช้า เพื่อเน้นดูความละเอียดของจิตใจ การเดินแบบปกติหรือเร็ว เพื่อเน้นความตื่นตัวและฝึกสติให้เข้ากับจังหวะชีวิตประจำวัน


ถ้าเปรียบ การเขียน เหมือนกับ การตกผลึกทางความคิด (Writing is Thinking) การเดิน ก็เป็นเหมือน การลับความคิดให้คม (Walking is Focusing)

สุดท้ายอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ให้ลองลุกขึ้นมาเดิน แค่สัก 10-20 นาทีต่อวัน ก็มีประโยชน์มากแล้วคับบ ในทุกๆ วัน ผมก็พยายามเดินไปเดินมา หลังพักจากทานข้าวเย็น มันก็ช่วยให้ผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นจริงๆ คับบบ :)