มือสีดำทมิฬของปีศาจยักษ์แห่งความว่างเปล่าสัมผัสลงที่ กลางอก ของผมอย่างแผ่วเบา ทว่าวินาทีนั้น ผมกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถูกบีบอัดจนแหลกละเอียด ไม่มีความเจ็บปวดทางกาย มีเพียงความเย็นเยือกที่ทะลวงผ่านร่างกายเข้าไปกระชาก 'แก่นของอีโก้' ที่ผมหวงแหนที่สุด

แรงสั่นสะเทือนมหาศาลพุ่งจากกลางอกกระจายไปทั่วร่าง รอยร้าวลามไปถึงนัยน์ตาพิเศษของผมจนภาพที่เห็นเริ่มพร่ามัว ผมรู้สึกเหมือนเปลือกนอกที่ห่อหุ้มตัวเองกำลังหลุดลอก ความรู้ ความภูมิใจ และแม้กระทั่งความถือดีที่คิดว่าตัวเองวิเศษเหนือกว่าผู้อื่น ทุกอย่างถูกบดขยี้จนแหลกสลาย เมื่อศูนย์กลางของการยึดถือถูกทำลายลง สิ่งที่ดวงตาเห็นจึงไม่มีความหมายอีกต่อไป

ผมทรุดลงกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วงและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้าน ผมต้องยอมรับความจริงขั้นสุดท้ายด้วยความจำนน... ฉันไม่ได้พิเศษอะไรเลย ฉันก็แค่คนธรรมดาที่ยังหลงทาง อ่อนแอ และเต็มไปด้วยบาดแผล ความรู้ที่มีก็ไม่ได้ทำให้ฉันสูงส่งหรือมีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินใครได้ ทันทีที่จิตใจเลิกดิ้นรนเพื่อจะเป็น 'คนพิเศษ' เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น "ปีศาจทองคำกลวง" บนไหล่ของผมแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่เปราะบาง ร่างสีทองของมันสลายกลายเป็นเถ้าธุลีและปลิวหายไปในอากาศ เมื่อไม่มีความหลงตัวเองให้เกาะกิน มันก็ดับสูญไปตลอดกาล

ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศหม่นหมองและแรงกดดันมหาศาลจากปีศาจยักษ์ได้อันตรธานหายไป เหลือเพียงความว่างที่เบาสบายอย่างแท้จริง ชายผู้ไร้ปีศาจยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า เขาช่วยพยุงผมให้ลุกขึ้น "คุณปล่อยวางมันได้แล้วสินะครับ... การทำลาย 'ความยึดติดในความดี' ของตัวเอง ถือเป็นด่านที่ยากที่สุดเลยล่ะครับ"

เขามองออกไปนอกหน้าต่างของห้องสมุดลับด้วยสายตาที่นิ่งสงบ "แต่ความจริงที่อยู่ภายนอกนั้น... ไม่ได้สงบเหมือนในห้องนี้หรอกนะครับ ดูนั่นสิ"

ผมเดินไปที่หน้าต่างและมองไปทางเดียวกับเขาที่ขอบฟ้า ภาพที่เห็นทำเอาผมแทบลืมหายใจ กองทัพปีศาจยักษ์ที่ไร้เจ้าของนับพันตนกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างช้าๆ เงาดำทะมึนของพวกมันทาบทับตึกระฟ้าและเริ่มกลืนกินแสงอาทิตย์ยามเย็น พวกมันไม่ได้มาเพื่อสร้างความทรมาน แต่มาเพื่อให้ 'สัจธรรม' ได้ปรากฏ... ให้ทุกคนได้เห็นตามกฎธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และไม่มีใครหลบซ่อนหรือวิ่งหนีได้อีกต่อไป

"พายุแห่งสัจธรรมกำลังจะมาเยือนทุกคนครับ" ชายผู้ไร้ปีศาจเอ่ย "และคราวนี้... จะไม่มีใครหนีความจริงของตัวเองพ้น"