ตามแผนที่ที่ได้รับมา ผมเดินลัดเลาะจนมาถึง 'ห้องสมุดลับ' มันเป็นห้องโถงไม้โบราณที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูบานเก่า บรรยากาศข้างในเงียบสงบอย่างน่าประหลาด ที่นั่น ผมพบกลุ่มคนธรรมดาที่นั่งอ่านหนังสือหรือนั่งสมาธิ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือปีศาจของพวกเขา... บางตัวไม่ได้ดุร้าย ไม่ได้เกาะกินเจ้านายของมัน และถูกล่ามไว้ด้วย โซ่แสงสีทองจางๆ ในขณะที่บางตัวก็โปร่งแสงจนแทบกลืนไปกับอากาศ
ชายผู้ไร้ปีศาจเดินมาหยุดอยู่ข้างผม เขามองภาพเหล่านั้นแล้วอธิบายว่า "ปีศาจพวกนี้เติบโตจากการที่เราเอาความรู้สึก ความทรงจำ และความคิดมามัดรวมเป็นก้อนเดียวกัน แล้วยึดถือว่านั่นคือ 'ตัวของฉัน' พอเราเลิกยึดมั่น ปีศาจก็ไม่มีอีโก้ให้เกาะกินอีกต่อไป" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่หนักแน่น "เราไม่ได้ฆ่ามันหรอกครับ เราแค่เรียนรู้ที่จะไม่อยู่ภายใต้น้ำมือของมันอีกต่อไป"
เขาเล่าต่อว่า เขาไม่ได้มีนัยน์ตาพิเศษเหมือนผม แต่เขาอาศัยการฝึกฝนและเฝ้าดูจิตใจตัวเองมานานหลายปี จนเกิดเป็นทักษะที่สามารถมองเห็นความสัตย์จริงได้ สำหรับเขาแล้วนั้น การมองเห็นปีศาจคือสิ่งเดียวกับการมองเห็น 'กระบวนการทำงานของจิตใจ' ที่บิดเบี้ยวจนก่อตัวเป็นรูปร่างนั่นเอง
ถ้าอย่างนั้น... ที่ผ่านมาฉันก็แค่ถูกก้อนความคิดของตัวเองหลอกใช้มาตลอดเลยสินะ ผมเริ่มรู้สึกว่าผมเข้าใจกลไกความทุกข์ของโลกใบนี้มากขึ้น ความรู้ใหม่นี้ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจ... แต่ทว่า ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน
จู่ๆ แสงแดดที่สาดส่องก็ถูกความมืดเข้ามาแทนที่ บรรยากาศในห้องโถงกลับเย็นเยือกฉับพลัน จนลมหายใจผมออกมาเป็นไอสีขาว ผมขนลุกซู่เมื่อสัมผัสได้ถึงความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามา ปีศาจยักษ์ที่ "ไร้เจ้าของ" ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดที่สุดของห้องสมุด ผิวกายของมันไม่ใช่แค่สีดำธรรมดา แต่มันคือสีดำมืดแห่ง "ความว่างเปล่า" ที่มืดมิดยิ่งกว่าหลุมดำ มันดูดกลืนแสงสว่างและความสงบในห้องไปจนสิ้น
ร่างมหาศาลของมันก้าวเอื่อยๆ เข้ามากลางห้องโถง ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้ฝึกฝนที่เริ่มสั่นไหว มันไม่ได้สนใจใครเป็นพิเศษ ทว่าทันทีที่มันมองมา ใบหน้าและสายตาที่ว่างเปล่าของมัน กลับหันขวับมาจ้องที่ผมเพียงคนเดียว มันค่อยๆ เลื่อนสายตาลงมาหยุดนิ่งที่ กลางอก ของผมอย่างน่าขนลุก
แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนผมหายใจแทบไม่ออก ขาของผมก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว และสิ่งที่ทำให้รู้ว่าความน่ากลัวนี้คือของจริง คือปฏิกิริยาปีศาจจิ๋วบนบ่าของผม... ตอนนี้มันไม่ได้อวดดีอีกต่อไป แต่มันกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และพยายามจะตะเกียกตะกายมุดหนีเข้าไปซ่อนในคอเสื้อของผม ด้วยความหวาดกลัวต่อ "สัจธรรม" ที่หนักอึ้งเกินกว่าคนอย่างผมจะรับไหว

Comments