หลังจากออกจากโรงพยาบาล ผมพยายามกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมเห็นมันเป็นแค่ภาพลวงตา ผมเดินเข้าไปในคาเฟ่ร้านประจำของผม กลิ่นกาแฟที่ปกติจะทำให้ผมสงบลงในวันที่เหนื่อยล้า แต่วันนี้มันกลับไม่ช่วยผมเลย สมองของผมถูกบีบรัดไปด้วยความสับสน ภาพที่เห็นมันไม่ตรงกับสิ่งที่ผมอยากให้เป็น มันสวนทางกันจนรู้สึกคลื่นไส้ พนักงานออฟฟิศโต๊ะข้างๆ ที่ผมเจอในทุกๆ วัน วันนี้เธอมีอย่างบางเปลี่ยนไป บนหัวและข้อมือของเธอมีปีศาจ "ฟันเฟืองโลหะ" ขนาดมหึมาพันรัดไว้อย่างขึงแน่น

แก๊ง... ครืด... แก๊ง... เสียงเหล็กเสียดสีกัน จนผมเสียวฟันไปถึงขั้วประสาท ทุกครั้งที่พิมพ์คีย์บอร์ด ฟันเฟืองจะหมุนกระชากผิวหนังเธอจนให้ความรู้สึกเหมือนห่อเลือด นอกจากนี้ปีศาจตนนั้นได้คอยคำรามอยู่เรื่อยๆ ว่า "เร็วกว่านี้... ห้ามหยุด... ถ้าแกพลาดเพียงนิดเดียว ชีวิตแกจะจบสิ้น" ผมพยายามขยี้ตาจนแดงก่ำ แต่ปีศาจมันก็ไม่หายไป มันยังคงอยู่ตรงนั้น ผมอยากจะเข้าไปปลอบเธอว่า "ไม่เป็นไรหรอกนะครับที่เราจะมีผิดพลาดบ้าง" แต่ ความร้อนในลำคอก็เกิดปะทุขึ้นจนผมสำลัก คำสาปนี้เตือนผมรุนแรงว่านั่นเป็นคำโกหก ผมไม่ได้คิดเหมือนที่จะพูดจริงๆ ผมไม่ได้อยากช่วยเขา ผมแค่ทนเห็นภาพที่น่าเวทนานั้นไม่ไหวต่างหาก

ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ จู่ๆ ความอึดอัดก็อันตรธานหายไป เหมือนกับเมฆหมอกที่โดนลมพัดจนล่องลอยหายไป ผมเงยหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อขึ้นมามองประตู... ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและผมแปลกใจมาก ผู้ชายคนนั้นไม่มีปีศาจเกาะอยู่เลย บรรยากาศรอบตัวเขาดูนิ่งสงบเหมือนกับสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหินอย่างสบายๆ ช้าๆ เขาเดินผ่านผู้คนที่ล้วนแบกปีศาจตัวเท่ายักษ์ เดินผ่านเสียงเหล็กเสียดสีกัน และเดินผ่านบรรยากาศแห่งความเวทนาได้โดยไม่สะทกสะท้านใดๆ ผมเฝ้ามองเขาด้วยความหวัง... ในโลกที่ทุกคนต่างถูกควบคุมด้วยน้ำมือของเหล่าปีศาจพวกนี้ เขาทำอย่างไรกัน ถึงสามารถเดิน ตัวปลิวเหมือนขนนก ได้ขนาดนั้น?