เอี๊ยดดดด! ตึงงงง! เสียงเบรกที่ลากยาวของรถที่เสียหลัก พร้อมกับแรงกระแทกที่สั่นสะเทือนไปถึงสมองคือสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้... แต่ว่าเสียงของมัน ก็ไม่ดังเท่ากับ ความเงียบ ในใจของผมขณะที่ก้มมองมือถือก่อนเกิดเหตุ ผมตั้งใจ "เลือกที่จะหนี" จากสายตาของขอทานแก่ๆ ที่ป้ายรถเมล์ ผมใช้ชีวิตแบบนั้นมาตลอด—ใช้ความเฉยเมยเป็นกำแพง—ใช้มันเพื่อป้องกันความกลัว—ก่อนที่โลกจะกระชากให้ผมกลับมาเผชิญหน้ากับความจอมปลอมที่ผมสร้างขึ้น
ผมฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลพร้อมกับ "สิ่งที่เปลี่ยนไป" อย่างแรกคือ คำสาปแห่งความสัตย์จริง ผมไม่สามารถพูดโกหกได้อีกเลย ทุกครั้งที่พยายามจะปั้นคำโกหกเพื่อตัดความรำคาญ ลำคอจะตีบตันและร้อนผ่าวเหมือนมีเศษแก้วมาบาดลึก พยาบาลสาวเดินเข้ามาถามอาการด้วยรอยยิ้ม "รู้สึกยังไงบ้างคะ?" ผมพยายามจะตอบตามมารยาทว่า "ไม่เป็นไรครับ" แต่ความเจ็บปวดตรงลำคอ บังคับให้ผมต้องโพล่งสิ่งที่อยู่ในใจจริงๆ ออกมา "ผม... ผมกลัวจนแทบจะบ้าอยู่แล้วครับ"
ทันทีที่พูดความจริงออกไป อย่างที่สองก็ปรากฏขึ้น... นัยน์ตาของผมเปลี่ยนไป ผมเห็นปีศาจ "เถาวัลย์หนาม" สีดำทมิฬพันรัดคอพยาบาลคนนั้นไว้ จนให้ความรู้สึกเหมือนเลือดซิบ "จงยิ้มต่อไป... ถ้าแกหยุดยิ้ม ทุกคนจะรู้ว่าข้างในของแกมันย่ำแย่แค่ไหน" เสียงแหบทุ้มต่ำของมัน ดังออกมาจนผมสะเทือน ผมพยุงตัวไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อเรียกสติ ทันใดนั้นผมเห็นสิ่งที่น่าเกลียดที่สุดในกระจก ปีศาจบนไหล่ของผมมีใบหน้าบิดเบี้ยวซบอยู่ที่ข้างหู กรงเล็บจิกลงบนไหล่จนช้ำ "น่าสงสารเหลือเกิน... แกคือเหยื่อของความโหดร้ายในโลกที่บิดเบี้ยวนี้" มันกระซิบให้ผมกอดความทุกข์ไว้ เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะอ่อนแอไปตลอดชีวิต ผมเพิ่งรู้ว่ามันคือ "ปีศาจแห่งความขี้ขลาด" ที่ผมเป็นคนเลี้ยงมันไว้ตลอดมา

Comments