ผมผ่านชีวิตอันมากด้วยความอัปยศ

ตอนที่ได้อ่าน “สูญสิ้นความเป็นคน” ประโยคแรกของบันทึกฉบับที่หนึ่งทำงานกับเราทันที นึกไม่ออกว่าผู้พูดต้องเจ็บปวดขนาดไหน จึงกลั่นกลองออกเป็นประโยคนี้

เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ จึงเข้าใจว่า “ดาไซ โอซามุ” ได้ถ่ายทอดเลือดเนื้อของตัวเองลงใน “โอบะ โยโซ” ตัวเอกของเรื่อง เขาสาธยายความถ่มถุยในเส้นทางชีวิตตัวเองอย่างไม่อายใคร อาจกล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้เปิดเปลือยเปราะบางทางอารมณ์ของมนุษย์คนหนึ่งจนหมดสิ้น

ต้นกำเนิดของปีศาจ

โอบะ โยโซ เกิดในครอบครัวนักการเมือง พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกของผู้ติดตามของคุณพ่อที่ว่าร้ายคุณพ่อลับหลังจึงเป็นสิ่งที่โอบะเห็นจนชินตา

ครอบครัวของเขาค่อนข้างมีฐานะ และมีหน้ามีตาในสังคม แม้ว่าจะอาศัยอยู่ในต่างจังหวัดแต่ก็ไม่ได้ขาดเหลือสิ่งใด ชีวิตของโอบะจึงเรียกได้ว่าสุขสบาย มีบ่าวรับใช้มากมายทั้งชายและหญิง

จุดเริ่มต้นของปีศาจผู้โดดเดี่ยว เกิดจากหลายเหตุการณ์รวมกัน เช่น เขามักจะเลือกอาหารที่ตัวเองอยากกินไม่ได้ เพราะมีคนจัดเตรียมไว้แล้ว ซึ่งหากเขาไม่กินก็จะถูกตำหนิ เมื่อที่ความต้องการของเขาทำให้อีกฝ่ายอารมณ์เสีย เขาจึงเลือกลบฝังที่จะกลบฝังความคิดและความต้องการของตัวเองวันแล้ววันเล่า

จุดพลิกผันที่ทำให้ปีศาจตัวนี้ประกอบร่างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ นั่นคือการถูกข่มขืนจากบ่าวทั้งชายและหญิง ในท้ายที่สุดแล้วโยโซจึงสวม “หน้ากากของความปกติ” อันเป็นกลไกการป้องกันตัวของคนแตกสลาย ซึ่งตัวตนที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นฉากหน้า คือโอบะ โยโซผู้สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่น หรือที่เรากันเรียกว่า “ตลกกลบเกลื่อน”

การเอาตัวรอดท่ามกลางความแปลกแยก

การตลกกลบเกลื่อนคือกลไกป้องกันทางจิตวิทยาที่ใช้มุกตลกหรืออารมณ์ขันเพื่อปกปิดความรู้สึกเชิงลบ เช่น ความอับอาย ความกลัวหรือความเครียด แทนการเผชิญหน้ากับอารมณ์เหล่านั้นโดยตรง

ตามทฤษฎีของซิกมุนด์ ฟรอยด์ การใช้อารมณ์ขันแบบนี้จัดเป็นกลไกป้องกัน (defense mechanism) ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหา คล้ายการ distraction ทำให้ผ่อนคลายชั่วคราวและหลีกเลี่ยงการปะทะทางอารมณ์

โอบะ โยโซหารู้ไม่ว่านั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด อารมณ์ขันในทางลบนำเขาไปสู่การแบ่งแยกตนเองจากสังคม ลดโอกาสในการเข้าสังคมและการได้รับการสนับสนุนทางอารมณ์ ลดคุณค่าและความหมายของตนเอง หรืออาจกล่าวได้ว่าเขากำลังขุดหลุมฝังตัวเองทีละเล็กทีละน้อย

เข้าสู่วงวนของการทำลายตัวเองโดยสมบูรณ์

เมื่อมนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถตระหนักรู้ถึงความคิดและปัญหาสุขภาพจิตของตัวเอง เขาล้มเหลวในการสื่อสารกับทั้งเพื่อน ครอบครัว และคนรัก นอกจากนี้เขายังดึงดูดหญิงสาวที่ไม่มั่นคงทางอารมณ์คล้ายกับเขาเข้ามาในชีวิตบ่อยครั้ง ซึ่งก็มีหลายครั้งที่นำไปสู่การพยายามที่จะฆ่าตัวตายด้วยกัน

สำหรับโอบะแล้ว การพยายามฆ่าตัวตายกับผู้หญิงที่เปราะบางไม่ใช่เรื่องของความรักในเชิงโรแมนติก แต่มันคือการแสวงหา "ทางออกร่วมกัน" จากโลกที่เขาไม่รู้วิธีหายใจอยู่ได้

บทสรุปของหายนะ

นี่คือสัญลักษณ์ของ "ผู้แปลกแยกถาวร" เขาไม่ได้แค่มีปัญหาทางจิต แต่เขาคือคนที่สูญเสียสัญชาตญาณในการเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง ดั่งชื่อของหนังสือ “สูญสิ้นความเป็นคน” ที่พยายามสาธยายถึงชีวิตในโลกที่เขารู้สึกเหมือน “คนนอก” การทำลายล้างตัวเองกลายเป็นความบันเทิงเดียวที่เขารู้สึกถึงความสมจริงของชีวิต มันคือความเจ็บปวดที่จับต้องได้มากกว่าความเหงาอันว่างเปล่า

ความอัปยศที่โอบะ โยโซ แบกรับ กลายเป็นเรื่องราวที่สั่นสะเทือนจิตใจผู้อ่านมาทุกยุคสมัย เพราะภายใต้ความสูญเสียความเป็นคนของเขา เราต่างเห็นเงาสะท้อนของความเหงาที่คุ้นเคย ไม่ว่าเราจะสวมหน้ากากใบไหนเข้าสังคม สุดท้ายแล้ว... หนังสือเล่มนี้สอนให้เรารู้ว่า การมีชีวิตอยู่โดยไม่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองนั้น เจ็บปวดไม่ต่างจากการสูญสิ้นความเป็นคนเลยสักนิด

Reference

รูปแบบการใช้กลไกทางจิต : โลกแห่งจิตมนุษย์
Style of Humor – รูปแบบของอารมณ์ขัน
นี่ขำจริงหรือแค่กลบเกลื่อน? ทำความเข้าใจ Defense Mechanism เมื่อเราใช้ความตลกพูดแทนความรู้สึกที่แท้จริง