ผู้ฝึกแอชทังก้าโยคะคุ้นเคยการทำซ้ำๆ เนื่องจากซีเควนซ์ของการฝึกออกแบบมาเป็นเช่นนั้น อาทิในไพรมารี่ซีรีส์ ประกอบด้วย มี 4 ส่วน คือ การไหว้พระอาทิตย์ Sun Salutation A, B อย่างละ 5 และ 3 รอบตามลำดับ ต่อด้วย ท่ายืน ซึ่งเป็นท่ารากฐานของการฝึก ทว่าหากเรียกท่าพื้นฐานอาจตีความว่าเป็นท่าง่ายๆ แต่หากรีเฟรม คำว่า Basic Asana หรือ Foundation เป็นกลุ่มอาสนะรากฐาน อาจจะทำให้ผู้ฝึกบางคนฉุกคิดถึงความสำคัญขึ้นมาบ้างก็ได้ ต่อจากท่ายืน ก็เป็นท่านั่ง และสุดท้าย Finishing หรือกลุ่มท่าสุดท้ายก่อนที่เราจะเข้าสู่ท่าศพ
ว่าด้วย Yoga is Skill in Action นั่นคือการที่เราฝึกจนเชี่ยวชาญชำนาญ ในมุมของ DG การทำซ้ำแบบผิดๆ หรือ แบบประนีประนอม ไม่ช่วยให้เราชำนาญขึ้นได้ ในทางตรงกันข้าม การยอมรับ (ว่าทำไม่ได้) ซึ่งครูมักใช้คำว่า Concession คือยอมรับและหาวิธีการฝึกเพื่อช่วยให้ชำนาญขึ้น น่าจะเป็นทางเดินที่มั่นคงกว่า "Good actions lead to good results. Poor actions lead to poor results" ตรงไปตรงมาดี
ตามแต่ประสบการณ์ของผู้ฝึกแต่ละคน โจทย์แต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน (เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการฝึกแนวนี้ การฝึกเป็นของเรา ไม่มีใครมาแทนได้ หรือครูก็ทำให้ไม่ได้ แต่คนจึงมีเส้นทางทางเลือกของตัวเอง ร่างกายเป็นของเราไม่ใช่ของครู) ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะต้องการเสริมสร้างความแข็งแรงส่วนไหน และอยู่กับการฝึกนั้นๆ จากง่าย และเพิ่มดีกรีความยากเพื่อเพิ่มความชำนาญ
Drills ในมุมของ DG เสมือนเป็นตัวช่วย หรือเป็นทางเชื่อมมากกว่าจะมาทดแทนอาสนะ เมื่อผู้ฝึกยังทำไม่ได้ หรือ ร่างกายยังไม่พร้อม ดังนั้นประโยชน์ของการฝึก Drill คือการมุ่งเน้นเสริมในจุดที่ผู้ฝึกต้องการเสริมสร้างนั้น ผู้ฝึกส่วนมากมักมุ่งไปที่ perfect asana แต่หากร่างกายังไม่พร้อม การทำซ้ำๆ อาจส่งผลให้บาดเจ็บได้ มายาคติ No pain No gain ก็พอได้แหละ ขึ้นอยู่กับ Awareness ของผู้ฝึกแต่ละคนจะพินิจพิเคราะห์ (Vitarka) ว่าเจ็บแบบไหนคือประโยชน์ และเจ็บแบบไหนคือผลเสีย
เราสามารถแทรก drill เข้ากับการฝึกแบบ tradition ด้วยกันได้ ซึ่งส่วนตัวก็รู้สึกสนุกดี แต่ก็ขึ้นอยู่ครูที่เราฝึกด้วยว่าจะอนุญาตหรือไม่ เราโชคดีที่ชาลาที่ฝึกประจำอยู่นั้นครูๆ เข้าใจและพร้อมจะให้คำแนะนำเพิ่มเติมและแลกเปลี่ยนกันได้
Comments